Kittipath's profileAGEMOPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
AGEMO |
October 21 ฝึกน้องหมากะค่าบริการลึกลับเช้าๆวันที่ 21 ตค. 2552
นอนๆดูทีวีอยู่ดีๆก็หลับ ฝันได้เรื่องแจ่มๆน่าสนใจ เลยมาเล่าให้ฟังกัน
ปล. ก็อบมาจากที่เล่าให้เจ้นิวฟัง ขึ้เกียจพิมใหม่
Memori_Sweet_99 (9:18:00) : กล้องไปไหน AGEMO (9:18:09) : อ้าวหรอ Memori_Sweet_99 (9:18:16) : แง๊บๆ AGEMO (9:18:39) : AGEMO (9:18:54) : ตะกี้ฝันได้สุดยอดมากๆๆ Memori_Sweet_99 (9:19:00) : ทามไมอ่ะ Memori_Sweet_99 (9:19:01) : ฝันว่าา AGEMO (9:19:10) : ตอนแรกๆเลยะนะ AGEMO (9:19:18) : ฝันว่าเลีย้งหมา AGEMO (9:19:26) : แล้วก็มีการฝึกหมา AGEMO (9:19:34) : เอาไปแข่งขันกัน Memori_Sweet_99 (9:19:46) : ๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕ Memori_Sweet_99 (9:19:49) : เปงเรื่องเปงราว AGEMO (9:19:50) : อาราย Memori_Sweet_99 (9:19:54) : หมาปอมด้วยป่าว AGEMO (9:20:02) : หมาอะไรไม่รุ AGEMO (9:20:11) : แล้วก็ประมาณว่า AGEMO (9:20:25) : ถ้าเราทำท่าอะไร แล้วหมาจะทำท่านั้นตาม Memori_Sweet_99 (9:20:46) : ๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕ Memori_Sweet_99 (9:20:49) : ต๊องส์ Memori_Sweet_99 (9:20:55) : ใครทำได้เหมือนแระเร็วก่า Memori_Sweet_99 (9:20:58) : ได้ถ้วยหมาเหรอ Memori_Sweet_99 (9:21:04) : ค้างอีกแระ AGEMO (9:21:20) : จากที่เป็นคนฝึกเอง กลายเป็น หลานเปงเด็กตัวน้อยๆมาฝึก AGEMO (9:21:31) : แล้วฝึกไปฝึกมาไปเจอท่ายาก AGEMO (9:21:38) : ทำไมได้ แต่ฝึน Memori_Sweet_99 (9:21:49) : AGEMO (9:21:52) : เลยเคล็ด Memori_Sweet_99 (9:22:01) : AGEMO (9:22:02) : เรยไปโรงบาลเอกชน Memori_Sweet_99 (9:22:11) : เป็นเรื่องเปงราว Memori_Sweet_99 (9:22:12) : ๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕ Memori_Sweet_99 (9:22:17) : ตีเลขเลย AGEMO (9:22:38) : หลานกลายเปงเด็กทาราก AGEMO (9:22:49) : ป่วยท่าท่างน่าสงสาร Memori_Sweet_99 (9:22:56) : กำ AGEMO (9:23:09) : ด้วยความรู้สึกผิด AGEMO (9:23:21) : จึงบอกแม่เขาไปว่า AGEMO (9:23:27) : เด๊วจ่ายเอง AGEMO (9:23:39) : โทษฐานที่ทำให้หลานเจ๊บตัว AGEMO (9:23:44) : พอไปคิดตัง AGEMO (9:23:53) : ก็มีใบเสร็จมา AGEMO (9:24:03) : สองหมื่นกว่าบาท AGEMO (9:24:05) : !!! AGEMO (9:24:13) : เห้ยแพงสาดดดด AGEMO (9:24:51) : เรยไปดูใน list รายการ AGEMO (9:25:11) : ไปติด ใจอยู่อันนึ่ง AGEMO (9:25:17) : เขียนไว้ไม่รุเรื่อง Memori_Sweet_99 (9:25:42) : กำ Memori_Sweet_99 (9:25:44) : มีต่อ AGEMO (9:25:45) : ค่า....อะไรไม่รุ(อะไรไม่รุ) Memori_Sweet_99 (9:25:46) : ๕๕๕๕ AGEMO (9:26:19) : ค่าXXXXX(อะไรไม่รุ) มีวงเล็บด้วย ข้างในเขียนว่าไรจำไม่ได้ Memori_Sweet_99 (9:26:52) : ๕๕๕๕๕ AGEMO (9:27:31) : ด้วยความที่แพงเกิน และไม่มีตังจ่าย (มีแต่ถ้าจ่ายไปก็จนกรอบเรย)แต่เจือกดันไปบอกแม่น้องเขาแล้วว่า เด๊วจ่ายเอง AGEMO (9:27:42) : เลยไปถามพนักงานว่า AGEMO (9:27:55) : ไอ้รายการนี้มานคือค่าอะไรเหรอ AGEMO (9:28:08) : แล้วในวงเล็บมานคืออะไร AGEMO (9:28:14) : มานก็ไม่รุ้เรื่อง AGEMO (9:28:30) : ก็เลยกลับไปถามมาให้ AGEMO (9:28:41) : ได้ความคร่าวๆว่า AGEMO (9:30:11) : เป็นค่าอะไรซักอย่าง ในวงเล็บ ที่เขียนไว้ เป็นศัพท์ของโรงพยาบาล แปลได้ความว่า อยู่ในเขตใกล้โรงพยาบาล คิดเพิ่ม 20% AGEMO (9:30:21) : ไอ้เราก็เฮ้ย AGEMO (9:30:24) : มีที่ไหนฟะ AGEMO (9:30:42) : อยู่ใกล้คิดเพิ่ม อยู่ไกลคิดปกติ Memori_Sweet_99 (9:30:48) : ๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕ Memori_Sweet_99 (9:30:51) : มีเง้ด้วย AGEMO (9:30:51) : เลยโวยไปกะพนักงาน AGEMO (9:31:03) : ว่า ไหนอธิบายมาซิ AGEMO (9:31:10) : ว่าทำไมถึงคิดกันแบบนี้ AGEMO (9:31:23) : คนอยู่ใกล้ ทำไมต้องจ่ายแพงกว่า AGEMO (9:31:43) : พนักงานตอบไม่ได้ AGEMO (9:31:54) : เรยกลับไปถามมาใหม่ AGEMO (9:32:21) : มาบอกว่าหนูก็ไม่รุเหมือนกันค่ะ เค้าคิดมาแบบนี้ พี่ก็จ่ายๆไปเหอะ Memori_Sweet_99 (9:32:33) : AGEMO (9:33:01) : เราก็เลยโวยว่า เฮ้ย อะไรฟะมีที่อธิบายไม่ได้แล้วจะให้จ่ายได้ไง(วะ) AGEMO (9:33:09) : ยิ่งจนๆอยู่ แสดดด Memori_Sweet_99 (9:33:13) : AGEMO (9:34:20) : เรยบอก AGEMO (9:34:42) : น้องไปเรียกผู้จัดการมาเลยไป AGEMO (9:34:46) : อ่อ AGEMO (9:34:50) : นึกออกแล้ว AGEMO (9:35:48) : รายการนั้น มานเปงรายการอะไรซักอย่าง เขียนราคาไว้ 134 บาท แต่พอมีวงเล็บว่า อยู่ใกล้รพ. แล้วราคาขยับไปเป็น สองร้อยกว่าบาท Memori_Sweet_99 (9:36:19) : ๕๕๕๕ Memori_Sweet_99 (9:36:30) : แล้ว Memori_Sweet_99 (9:36:32) : สรุปจ่ายมะ AGEMO (9:36:39) : เด๊ว AGEMO (9:36:44) : ยัง Memori_Sweet_99 (9:36:49) : AGEMO (9:37:06) : ตังในธนาคารมีอยู่สองหมื่นกว่า AGEMO (9:37:10) : จายไปก็หมดจิ Memori_Sweet_99 (9:37:19) : (อืมอืม) AGEMO (9:37:37) : แล้วก้ยังติดใจ ไม่เคลียกะ ฎค่าบ้านใกล้รพ" มานอยู่ AGEMO (9:37:52) : ถึงไหนแล้วหว่า AGEMO (9:37:54) : อ่อ AGEMO (9:38:03) : มานก็ไปหาผู้จัดการ AGEMO (9:38:14) : แต่หาไม่เจอหรือว่าอะไรนี่แหละ AGEMO (9:38:45) : มานก็มาพูดแบบ ประมาณว่าพี่อย่าเรื่องมากได้ป่าว นิดๆหน่อยๆก็จ่ายไปเหอะ Memori_Sweet_99 (9:39:07) : ๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕ AGEMO (9:41:15) : พอมานพูดงี้ก็เริ่มอารมเสีย เลยไปว่ามานมานว่า(เสียงดัง) "ได้ยังไง ผมทำอะไรผิดเรอะ อยู่บ้านใกล้รพ. แล้วมานผิดตรงไหน ทำไมต้องจ่ายแพงกว่าชาวบ้าน" (สงสัยชักเริ่มรำคาญ ว่าเมิงจะเอาอะไรกะกุนักหนาหา ก็กูไม่รู้เรื่อง ) AGEMO (9:41:41) : เลยบ่นๆๆงุบงิบๆๆอะไรไม่รุ AGEMO (9:41:55) : พี่เรยไปว่ามาน Memori_Sweet_99 (9:41:57) : มานต้องแบบคนนอกอ่ะคิดแพงจิ คนแถวบ้านอ่ะคิดให้ถูก Memori_Sweet_99 (9:41:58) : ๕๕๕ AGEMO (9:42:20) : ว่านี่น้อง มีหน้าที่อะไรก็ทำไป จะบ่นหาอะไร AGEMO (9:42:30) : ไม่อยากให้บ่นก็ไปหาคำตอบมาให้ได้ AGEMO (9:42:43) : ไม่งั้นไม่จ่าย(โว้ย) AGEMO (9:43:18) : ทีนี้มานก็เริ่มโมโหมั่ง AGEMO (9:43:30) : มานก็เริ่มสติแตก AGEMO (9:43:40) : เลยว่า หรือด่าไม่รุ จำไม่ค่อยได้ Memori_Sweet_99 (9:44:16) : = = AGEMO (9:45:16) : ประมาณว่า เมิงนี่เรื่องมากจิงๆ คนอื่นเขาก็จ่ายแบบนี้กันทั้งนั้น จะอะไรกะกุนักหนาหา ตังก็ไม่กี่ร้อย(เฉพาะที่เพิมมาน่พ (2XX-134)x5 ) AGEMO (9:45:25) : ก็เลย AGEMO (9:46:04) : อ้าวเฮ้ย มีหน้าทีบริการมาพูดกะลูกค้าอย่างกุ อย่างงี้ได้ไง(วะ) AGEMO (9:46:10) : เรยโมโห Memori_Sweet_99 (9:46:18) : ๕๕ Memori_Sweet_99 (9:46:22) : เจงๆ Memori_Sweet_99 (9:46:25) : ก็น่าโมโห Memori_Sweet_99 (9:46:27) : แหละ Memori_Sweet_99 (9:46:30) : เปงนิวนิวก่ามะยอม AGEMO (9:46:34) : บอก น้องไม่ต้องพูดแระ AGEMO (9:46:45) : ไปตามผู้จัดการมาเรยไป AGEMO (9:46:50) : ไม่คุยกะน้องแล้ว AGEMO (9:46:53) : ไม่รุ้เรื่อง AGEMO (9:47:16) : มานก็โวยวายใหญ่ AGEMO (9:47:31) : จนเพื่อนร่วมงานมานมาลากไป AGEMO (9:47:38) : คนก็เริ่มมามุงดูแระ AGEMO (9:47:40) : ๕๕๕๕ AGEMO (9:48:13) : เสร็จตู นี่แหละที่ต้องการ พลังแห่งการรักษาหน้าตา AGEMO (9:48:25) : ไม่มีใครยอมเสียชื่อแน่ AGEMO (9:48:38) : ก็เริ่มมีคนมาถาม AGEMO (9:48:43) : ว่ามีเรื่องไรกันเหรอ AGEMO (9:48:46) : ก็เอาให้เขาดู AGEMO (9:48:52) : ว่านี่ไง AGEMO (9:48:56) : ค่าบ้านใกล้ AGEMO (9:49:00) : คิดตังเพิ่ม AGEMO (9:49:11) : ทำได้ไง AGEMO (9:49:18) : เค้าก็เริ่ม เออแฮะ AGEMO (9:49:30) : ไม่เคยได้อ่านเรย ว่ามีแบบบนี้ด้วย Memori_Sweet_99 (9:49:37) : ๕๕๕ AGEMO (9:49:51) : บางคนก็ไปอ่านดูก็มี แต่จ่ายไปแบบไม่รุ้เรื่อง AGEMO (9:49:56) : ก็ตกใจ AGEMO (9:50:02) : เออจิงทำไมต้องจ่ายฟะ AGEMO (9:50:15) : ก็เริ่มเอะอะเสียงดังแระ AGEMO (9:50:21) : จนผู้จัดการมา AGEMO (9:50:30) : พี่ก็ถามไป AGEMO (9:50:33) : ว่ามันยังไง AGEMO (9:50:41) : ค่าบ้านใกล้เนี่ย AGEMO (9:51:19) : ผจก ก็ตอบมาว่า AGEMO (9:51:51) : มานเป็นค่าที่ เนื่องจากบ้านคุณอยู่ใกล้ เราเลยดูแลให้เป็นพิเศษ เลยคิดค่าบริการเพิ่ม AGEMO (9:51:57) : - -? AGEMO (9:52:08) : ตอบได้กวนจุดยืนมาก AGEMO (9:52:23) : ก็ถามมานไปว่า Memori_Sweet_99 (9:52:29) : AGEMO (9:52:34) : ไหนพิเศษกว่ายังไง ว่ามาซิ AGEMO (9:52:39) : มานก็ตอบไม่ได้ AGEMO (9:52:50) : พี่ก็เริ่มโวยวายเสียงดัง AGEMO (9:53:04) : มานก็เริ่มเครียด AGEMO (9:53:09) : เพราะคนมุงเยอะแระ AGEMO (9:53:59) : ตัดภาพไปฝั่งพนักงาน จู่ๆก็กลายเป็นมึบอร์บริหารกำลังประชุมกันเรื่องนี้อยู่ใกล้ๆให้เห็น AGEMO (9:54:21) : จากนั้น ก็มีพนักงานคนนึง AGEMO (9:54:38) : ไม่รุ้เปงแฟนกะยัยพนักงานคนก่อนรึเปล่า AGEMO (9:54:52) : เดินเอาอะไรมาให้เซ็น ไม่รุ AGEMO (9:55:56) : พอเอื้อมจะไปรับ มานก็โยนใส่ เลยไม่รับ ตกพื้นดังแผละ (ที่จิง จะรับก็ได้แหละ ง่ายๆ) AGEMO (9:56:03) : ก็โวยวายอีก AGEMO (9:56:20) : เฮ้ย ทำกะลูกค้าอย่างงี้ได้ไง(วะ) AGEMO (9:56:27) : โยนของให้ AGEMO (9:56:42) : บังเอิญ ผู้บริหารคนนึงเห็นพอดี Memori_Sweet_99 (9:56:52) : AGEMO (9:57:09) : มานเรยตะโกนมาว่า เฮ้ยไปทำกะลูกค้าอย่างงั้นได้ไง AGEMO (9:57:40) : ใครเป็นคนอบรมพนักงานเนี่ย AGEMO (9:58:02) : งืมๆๆ ก็ok ตอบสนองทันใจดี Memori_Sweet_99 (9:58:21) : AGEMO (9:58:30) : ประชุมกันสักพัก AGEMO (9:58:34) : ก็ยังไม่ได้เรื่อง AGEMO (9:59:16) : เรยเดินเข้าไปถามเอง AGEMO (9:59:32) : ว่า ตกลงคุณจะตอบคำถามผมได้หรือยัง AGEMO (9:59:40) : ว่าทำไมบ้านใกล้ต้องจ่ายแพง AGEMO (9:59:53) : มานก็เอาเหตผลอะไรไม่รุมา AGEMO (9:59:58) : จำไม่ได้ AGEMO (10:00:56) : พี่ก็เลยสวนไปว่า ตามรัฐธรรมนูญ ทุกคนมีสิทธิ เสรีภาพ ที่จะปฎิบัติ หรือ ถูกปฎิบัติเหมือนคนอื่นโดยเท่าเที่ยมกัน AGEMO (10:01:07) : มานก็กลับไปประชุมกันใหม่ AGEMO (10:01:25) : ยังไม่ทันรู้รื่องเรยว่าจบยังไง ดันตื่นซะก่อน AGEMO (10:01:34) : แง่มๆๆ AGEMO (10:01:45) : รมเฉียๆๆ พลาดตอนจบ AGEMO (10:02:11) : ปล. มารักษาแป๊บเดียว แต่ในบิลมานคิดค่าห้องพักที่มานอนพักตั้งห้าวัน วันละ2800 เจือกไม่ติดใจถาม ถามเรื่องในวงเล็บซะงั้น AGEMO (10:02:50) : จบ Memori_Sweet_99 (10:03:23) : ๕๕๕ AGEMO (10:03:26) : เอาลง my space ดี่ก่า กิกิกิ Memori_Sweet_99 (10:03:44) : = = AGEMO (10:03:57) : ชื่อเรื่องไรดี ฝึกน้องหมากะค่าบริการลึกลับ ดีมิ? AGEMO (10:04:05) : ok ตามนั้น Memori_Sweet_99 (10:04:09) : Memori_Sweet_99 (10:04:28) : ฝึกน้องมาแต่แปลงร่างเป็นเด็กนี่นะ AGEMO (10:04:47) : แหม AGEMO (10:04:52) : ฝัน จะเอาไรมากมาย AGEMO (10:05:02) : มานก็เปลี่ยนไปเรื่อยแหละ AGEMO (10:05:06) : ที่จริงมีก่อนหน้านั้นอีก AGEMO (10:05:08) : แต่จำไมได้ Memori_Sweet_99 (10:05:16) : June 11 บทที่ ๕ จากเป็นจากตายบทที่ ๕ จ า ก กั น ใ ห้ เ ป็ น รักแท้ไม่ได้มีแต่การอยู่ร่วมกัน การอยู่ร่วมกันตลอดไปไม่อาจเป็นรักแท้ เหมือนกับเพลงที่บรรเลงอย่างไม่รู้จบรู้สิ้น ย่อมไม่อาจได้ชื่อว่าเป็นเพลง เพราะหากปราศจากจุดจบของเพลง เราก็ไม่รู้ขอบเขตเนื้อหาของเพลง ไม่รู้ว่าเพลงต้องการบอกอะไร ลงเอยสุขหรือเศร้า ฉันใดก็ฉันนั้น วิธีจากลาก็เป็นเครื่องบอกว่าความรักของพวกคุณงดงามที่สุดได้แค่ไหน ไม่เช่นนั้นพวกคุณก็แค่อยู่กันไปเรื่อยๆอย่างปราศจากบทสรุปอันใด ถ้าคุณทำตนให้เป็นคนมีเสน่ห์ เจอคนที่ใช่แล้ว และพยายามรักษาความรู้สึกให้ตลอดรอดฝั่งได้แล้ว แนวโน้มคือความรักของคุณจะเป็นอมตะ แม้ต้องเกิดตายครั้งแล้วครั้งเล่า ความรักอันสว่างหวานก็จะยังคงบันดาลชีวิตคู่ใหม่ให้ไม่รู้จบ ความเกิดและความตายจะเป็นเพียงอุบายทางธรรมชาติที่รักษาความรักไว้ให้สดใหม่ อยู่เสมอ แต่ถ้าคุณพยายามแล้ว และไม่อาจเจอคนที่ใช่จริง หรือไม่สามารถรักษาความรู้สึกไว้ได้ตลอดรอดฝั่ง อย่างน้อยก็ไม่มีใครว่าคุณได้ ว่าไม่พยายามทำให้ดีที่สุดเสียก่อน จุดลงเอยของความรักมีทั้งจากเป็นและจากตาย มีทั้งบอกได้ว่าเป็นรักแท้หรือรักเทียม ถึงเป็นรักเทียมคุณก็ต้องดีใจที่ได้รู้ เพราะจะไม่ต้องหลงเสียเวลาเปล่า และเริ่มต้นแสวงหารักแท้กันเสียที บทนี้จะชี้ให้เห็นว่าเพียงทำความเข้าใจ เพียงไม่มองแค่ฉากหลอกในยามจาก คุณก็จะเห็นกระบวนการทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้น ดำเนินไป และมาถึงจุดจบ กระทั่งกลายเป็นภาพรวมแห่งความรักที่สมบูรณ์ ไม่ว่าจะสมบูรณ์ในทางสำเร็จหรือล้มเหลว คุณก็ได้ชื่อว่ารู้จักรักอย่างถ่องแท้และไม่ขาดสติ จากเป็น มีความสามารถในการผ่านรักร้าว หลังจากจับคู่ เกิดภาวะคู่รักขึ้นมา คุณควรมองว่านั่นเป็นภาวะหนึ่ง มีความผูกพันระดับหนึ่ง มีความทนต่อการแตกร้าวระดับหนึ่ง ไม่ใช่ความเป็นเนื้อเดียวกันดุจธาตุกายสิทธิ์ที่ไม่มีทางพังพินาศ ในอีกทางหนึ่ง ภาวะคู่ถูกผูกไว้ด้วยสายใย จึงเป็นไปได้ที่จะสร้างเสริมสายใยขึ้นใหม่ไม่จำกัด เดิมมีสายใยที่คุณมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าอยู่ ก่อน จากบุญเก่าในอดีตที่ทำไว้ระหว่างกัน คุณจะรู้สึกว่ามีพันธะหนาแน่นแข็งแรงเพียงใด ก็ด้วยการลองเจอปัญหา หรือเจอสิ่งที่ไม่ชอบในตัวอีกฝ่ายจริงๆ ดูว่าสามารถรับได้แค่ไหน โดยเฉพาะที่ต้องเจอซ้ำๆ ถ้าความอดทนต่ำก็แปลว่าสายใยผูกพันไม่ได้เหนียวแน่นหรือแข็งแรงอะไรเลย ยิ่งรักมากเท่าไร ใจคุณจะยิ่งสู้มากขึ้นเท่านั้น! แต่ความจริงก็มีอยู่อีกอย่าง คือ นักสู้ที่เก่งที่สุดในโลก ก็ต้องหมดแรงเข้าสักวัน หากต้องสู้เรื่อยไปไม่หยุดหย่อน เช่นกัน หากหมดแรงที่จะรัก ก็ไม่มีเหตุผลใดในโลกที่จะต้องฝืน เพราะถ้าฝืนแล้วเป็นประสาท คุณก็ต้องตกนรกทั้งเป็นหลังจากความรักตายไปอยู่ดี ตัวตนของคนที่ใช่อาจเพิ่งออกลายเต็มร้อยหลังจากร่วมชายคากัน ตรงนั้นคุณต้องเชื่อสามัญสำนึกแล้วว่า ‘รับได้ไหม’ หลังจากพยายามอดทนกล้ำกลืนระยะหนึ่งแล้วไม่ มีอะไรดีขึ้น บางทีการลองห่างกันไปบ้างเพื่อรักษาสุขภาพจิต ก็อาจเป็นหนึ่งในวิธีรักษาความรักไว้ครับ คุณค่าของการจากเป็น เคยนึกถึงคุณค่าของการจากกันเป็นๆบ้างไหม? การจากกันเสียก่อนตาย บางครั้งดีกว่าอยู่กันไปเรื่อยๆนะครับ เพราะอาจเป็นทางเดียวที่ทำให้คุณค้นพบว่าเคยมีความรักอยู่ตรงนั้นขนาดไหน พฤติกรรมที่น่ารำคาญบางอย่างของคนรัก ตอนอยู่ด้วยกันคุณจะรำคาญไม่เลิก ต่อเมื่อจากกันไป คุณจะลืมความรู้สึกรำคาญ เหลือแต่ความอาลัยและอยากมีโอกาสสัมผัสพฤติกรรมน่ารำคาญเหล่านั้นอีก บางคู่อยู่อย่างซังกะตาย แล้วคุณจะรักษาความซังกะตายไว้เพื่อใคร แทนที่จะลองให้การจากกันสร้างความแปลกใหม่น่าค้นหา และให้มันบอกว่าความซังกะตายของการอยู่ร่วมกันทั้งหมดนั้น ตกลงเรียกว่า ‘รัก’ ได้ไหม ความซังกะตายอาจกลายเป็นภาพแห่งความทรงจำที่ คุณเพิ่งรู้ค่า การเพิ่งได้สำนึกรู้ค่าจะตามมาด้วยความคิดถึงแทบขาดใจ การต้องทนนอนร้องไห้คนเดียว และการอยากกลับมาอยู่ด้วยกันอีก ถึงกับอาจทำให้คุณแทบกินไม่ได้นอนไม่หลับ นี่คือความจริง คนบางคนอาจทำให้คุณนับวัน รอว่าเมื่อไรจะถึงเวลาสิ้นสุด แต่เมื่อสิ้นสุดเข้าจริงๆ เขาหรือเธอก็จะทำให้คุณนับวันรอว่าเมื่อไรจะถึงเวลาเริ่มต้นใหม่ ตอนอยู่ด้วยกัน ผู้หญิงอาจกักขังผู้ชายไว้ด้วยความน่ารักหรือความน่าสงสาร ส่วนผู้ชายก็อาจกักขังผู้หญิงไว้ด้วยอำนาจเงินหรืออำนาจความป่าเถื่อน แต่สุดท้ายทุกคนก็กักขังตัวเองไว้ด้วยอำนาจกรรมที่ทำไว้กับคนอื่นนั่นเอง ความรุนแรงของความรู้สึกผิดจะเป็นตัวฟ้องว่า คุณเคยเลวร้ายกับเขาหรือเธอมามากน้อยแค่ไหน เวลาผ่านไป ฝันร้ายของคุณอาจผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนหลากรูปแบบ แต่ทั้งหมดก็คือการวนเวียนซ้ำซาก ตอกย้ำความรู้สึกผิดเดิมๆที่มีต่อคนรักอยู่นั่นเอง เมื่อใดที่เกิดมโนภาพคนรักตกอยู่ในสภาพน่า สงสารซ้ำไปซ้ำมา ทั้งที่คุณก็ไม่ได้ตั้งใจให้เกิด หรือกระทั่งพยายามลืมแต่ก็ยิ่งจำ นั่นแหละขอให้ทราบว่ากรรมเริ่มเล่นงานคุณทางใจแล้ว เมื่อใดมีใจตัวเอง เป็นกรง เมื่อนั้นจะรู้ว่ากายดิ้นแค่ไหน หรือต่อให้เตลิดไปไกลสุดขอบโลก ก็ไม่มีประโยชน์เลย ไม่อาจพ้นจากสภาพถูกคุมขังเลย บางคู่น่าสงสารมาก ที่เป็นคู่เวรกันอย่างไม่รู้ คู่เวรนี่ต้องเข้าใจว่าไม่ใช่ไม่เคยทำบุญร่วมกันมานะครับ เคย… แต่ก็ทำบาปและจองเวรมากกว่า เรื่องของเรื่องคือเคยทำบุญ เคยอธิษฐานขอเกิดร่วมกัน แต่ลืมฝึกอยู่ร่วมกันแบบปรองดอง ลืมช่วยกันรักษาศีลข้อกาเมฯ พอมีชู้ให้จับได้ไล่ทันก็เจ็บใจกันแทบต้องฆ่าแกง เสร็จจากนั้น เจอกันใหม่ก็รักกันใหม่ แล้วก็ทะเลาะกันใหม่ หรือนอกใจกันใหม่ พอห่างหายไปพักหนึ่ง เพียงเขาหรือเธอกลับมาหาด้วยท่าทีหงอยๆเศร้าๆ ก็จะทนสงสารไม่ได้ และเลือกจะทนต่อ ทั้งที่ไม่เหลือกำลังจะให้ทนอีกแล้ว ถ้ารู้ทางกรรมเสียหน่อย ตอนกลับมาดีกันอีกที ให้ต่ออายุรักด้วยความตั้งใจร่วมกันที่จะละบาป ละเวร เลิกแล้วต่อกัน เปลี่ยนเป็นตั้งหน้าตั้งตาคิดดี พูดดี ทำดีต่อกัน การจากกันชั่วคราวของพวกคุณ จะเท่ากับเป็นการปล่อยให้ความรักตายไป เพื่อให้มันเกิดใหม่อย่างไร้มลทินในวันหนึ่ง ความเข้ากันไม่ได้โดยธาตุ คนเราอยู่กับอะไรซ้ำซากจำเจ ก็ต้องเบื่อบ้างเป็นธรรมดา แต่จะดูว่า ‘เบื่อจริง’ หรือเป็นเพียงอารมณ์หนึ่ง ก่อนอื่นคุณต้องทำความเข้าใจว่าจิตเป็นสิ่งบังคับไม่ได้ว่าจะให้รู้สึกอย่าง ไร แต่ละความรู้สึกเกิดขึ้นเพราะมีเหตุปัจจัย ซึ่งเหตุปัจจัยทางความรู้สึกไม่ได้มาจากคนรักเสมอไป ชีวิตของคุณต้องเกี่ยวข้องกับอะไรมากกว่านั้น อย่างเช่นคุณกำลังเซ็งงาน เงินน้อย อยากลาออก หันหน้าไปพึ่งใครไม่ได้แม้แต่คนร่วมเตียง แน่นอนคุณต้องเกิดอารมณ์พาล และสำคัญว่าตนเองเบื่อคนรักเต็มประดา ทั้งที่จริงตัวตนของเขาเป็นที่รักมาแต่ต้น แล้วก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อย เป็นใจคุณเองที่เปลี่ยนไปตามเวลาและเหตุการณ์ อย่างนี้ถือว่าไม่เบื่อจริง แต่ถูกกิเลสบีบให้เบื่อชั่วคราว สำหรับการเบื่อจริงนั้น ผู้ร้ายที่เป็นต้นเหตุของความสุดทน มักจะเป็น ‘ความเข้ากันไม่ได้’ ความเข้ากันไม่ได้ หรือความมีเรื่องมีราว มีปากมีเสียงไม่รู้จักจบสิ้น เกิดจากเหตุหลายประการ ทั้งที่ลึกลับและเปิดเผย หากพวกคุณมีบาปเวรผูกกันมา การกลั้นใจให้อภัยไปเรื่อยๆอาจช่วยได้ เพราะบาปย่อมหมดกำลังส่งผลเมื่อไม่มีการต่อเวร วันหนึ่งพวกคุณอาจอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นสุขเมื่อบาปเวรอ่อนกำลังลง กับทั้งได้แรงบุญใหม่ช่วยอุดหนุนให้ความรู้สึกของทั้งสองฝ่ายสว่างไสวและ พร้อมจะหวานชื่นขึ้นกว่าเดิม แต่หากพวกคุณมีธาตุนิสัยแตกต่างกัน อันนี้คงแก้ยาก เว้นแต่จะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมละทิฐิมานะ เปลี่ยนแปลงตัวเองตามอีกฝ่ายในทางดี ย้ำว่าต้องเป็นทางดีเท่านั้นนะครับ ถ้าเปลี่ยนไปในทางร้ายจะไม่ช่วยเลย ที่เป็นเช่นนั้นเพราะเรารู้กันอยู่แล้วว่าแรงดึงดูดแบบรักแท้ถาวรต้องสร้างด้วยบุญ ไม่ใช่ด้วยบาป การเปลี่ยนแปลงตามกันไปในทางมืด อาจเป็นแรงดึงดูดให้ร่วมหัวจมท้ายกันต่ออีกพักหนึ่ง เพื่อทำเรื่องเลวๆร่วมกันอีก ก่อนจะแปรเป็นพลังผลักออกอย่างรุนแรงและน่ากลัว สำหรับคู่ที่รู้ว่าจะไปไม่รอดแน่ อาจเพราะภาพลวงตาที่เข้ากันได้หายไป และกลายเป็นภาพความจริงคือไม่มีอะไรที่ไปด้วยกันได้เลย เช่นนี้คุณควรคิดเองให้ได้ว่า จากกันเสียก่อนจะหมดรัก ดีกว่าหมดรักแล้วค่อยจากกัน คำบอกลาที่ดีที่สุด คือคำที่กลั่นออกมาจากน้ำใจ น้ำใจจะเป็นตัวเลือกคำพูดได้ดีที่สุดในโลก คำลาที่ประกอบด้วยหยดน้ำตาอาจน่าซึ้งใจ แต่การบอกเลิกด้วยวิธีบีบน้ำตาแสดงละครเยิ่นเย้อจะน่ารำคาญมากกว่ามี ประโยชน์ เมื่อคุณทำใจได้ดี ปากก็พูดได้ดีเหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องพูดความในใจทั้งหมด ขอเพียงให้ปากตรงกับใจทั้งหมดเถอะ แล้วสติจะอยู่เป็นเพื่อนคุณหลังคุยจบ คำพูดลาอาจเป็นคำที่เอ่ยได้ยากที่สุดนับแต่ คบกันมา แต่ถ้าคุณไม่ตกลงปลงใจให้เด็ดขาด คุณอาจต้องประสบกับช่วงเวลาลำบากกายลำบากใจที่สุดนับแต่เกิดมาทีเดียว! ทำใจกับการสูญเสีย ช่วงของการตัดขาดกัน เลิกเป็นคนรักกัน จิตใจคุณจะปั่นป่วนสับสน กลับไปกลับมาระหว่างอโหสิกับคิดแค้น เหมือนหัวใจไม่ใช่ของคุณ นั่น เพราะความจำจะมีอิทธิพลกับจิตใจอย่างที่สุดในช่วงนี้ และเมื่อมีทั้งความทรงจำด้านดีกับด้านร้าย คุณก็ย่อมรู้สึกดีบ้าง ร้ายบ้างเป็นธรรมดา ทางออกที่สวยงามที่สุด คือหัดเดินทางเข้าวัดเพื่อไปทำบุญคนเดียว โดยมีเจตนาว่าจะให้ความสุขสดชื่นอันเกิดจากการทำบุญสำเร็จตามลำพัง เป็นพลังให้ยืนหยัดอยู่คนเดียวด้วยความเข้มแข็ง ระหว่างไปทำบุญคนเดียว ถ้าเหงาให้มีสติรู้ว่าเหงา และเอาใจไปจดจ่อกับการทำบุญ คุณจะรู้สึกถึงความแช่มชื่นที่กลบทับความหดหู่เสียได้ หากพบว่าได้ผล ขอให้ทำบุญคนเดียวเรื่อยๆ อาทิตย์ละครั้งน่าจะกำลังดี ไม่ต้องลงทุนด้วยเงินมากๆ ให้ใช้กำลังใจมากๆแทนก็แล้วกัน ถ้ารู้ว่ามีงานสงเคราะห์ที่ไหนให้รีบไปโดยไม่ต้องชวนใคร ผลบุญที่เกิด ขึ้นจากการเดินทางเองคนเดียวอย่างเป็นสุขหลายครั้ง จะบันดาลให้คุณรู้สึกเชื่อมั่นว่าการอยู่คนเดียวไม่ได้หมายความว่า ต้องเหงา ต้องเศร้าอย่างที่นึกคร่ำครวญไปเองเลย ไสยศาสตร์มีจริง ได้ผลจริง แต่ก็ทำให้ซวยจริงไม่รู้จบรู้สิ้นเหมือนกัน แถมไม่ใช่ทางมาของรักแท้ด้วย อย่างดีก็ได้แค่รักเก๊ชั่วคราวเท่านั้น ฉะนั้นห้ามคิดถึงของต่ำจำพวกไสยเวทย์เรียกผัวเรียกเมียคืนเป็นอันขาด! จำไว้ว่าทำใจได้ก็เจอคนใหม่ได้ ให้ตัวคุณในวันนี้เป็นคนจัดการ อย่าให้ตัวคุณที่ตายไปแล้วเมื่อวานเป็นคนเลือก เพราะมันจะเลือกใครที่ตายจากความเป็นคนรักของคุณไปแล้ว ซ้ำไปซ้ำมาอยู่นั่นเอง สิ่งดีๆที่ผ่านไป อาจเปิดทางให้สิ่งดีกว่าที่กำลังจะผ่านเข้ามา หากคุณมัวแต่เสียดายของเก่า แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าของใหม่น่าเสียดายยิ่งกว่าหรือเปล่า เมื่อลากันด้วยความรู้สึกดีๆ คุณจะเหลือความรู้สึกดีๆให้ตัวเองมากพอจะเชื่อ ว่าการเริ่มต้นใหม่ยังดีได้อยู่ ตลอดจนพร้อมจะเริ่มกับคนโชคดีที่จะได้คุณไปในรูปแบบใหม่ที่ดีขึ้น แต่ถ้าลากันด้วยความรู้สึกแย่ๆ คุณจะกลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย แม้แต่เงาตัวเองในกระจกก็ดูแย่และร้ายกาจ แล้วคุณจะเอาความเชื่อมาแต่ไหน เกี่ยวกับการเริ่มต้นใหม่ที่ดีกว่า และคนโชคดีที่จะได้คุณเป็นรายต่อไป หากการจากลาคือจุดเริ่มต้นของการทบทวนตนเอง ก็นับเป็นการจากลาที่คุ้มค่า หลายคนเป็นพวกความรู้สึกช้า ต้องจากกันไปเสียก่อนถึงจะนึกออกว่าคนรักมีคุณงามความดีขนาดไหน น่าสงสารเพียงใดกับการต้องอดทนอยู่กับความเห็นแก่ตัวของตน ความสำนึกผิดต่อผู้โชคร้ายในวันก่อน จะกลายเป็นตัวสร้างพ่อพระแม่พระให้กับผู้โชคดีในวันหน้า ระหว่างรอคนรักใหม่ด้วยความเป็นผู้ใหญ่กว่า เดิม ลองยืนอยู่ด้วยขาของตัวเองที่ปราศจากคนรักพยุง ลองนึกถึงขาของตัวเอง ว่ายืนตรงโดยปราศจากไม้เท้าช่วยค้ำรักแร้ได้ไหม ถ้าขาของคุณทำได้ ใจของคุณก็ต้องทำให้ได้อย่างนั้นเช่นกัน http://dungtrin.com/mag/?61.love บทที่ ๔ รักษาความรู้สึก - ทำอย่างไรจะรู้ใจกันได้?บทที่ ๔ ในกายมนุษย์นี้ ที่น่าอายเหนือสิ่งอื่นใดคืออะไร? อวัยวะเพศไงครับ! คนเราอาบน้ำเสร็จก็ต้องซ่อนอวัยวะเพศไว้ใต้ร่มผ้าเป็นอันดับแรกล่ะ การพยายามอ่านความคิดคนอื่น มนุษย์เรานี่นะครับ ที่อยากให้รู้ใจน่ะ
เอาเฉพาะใจตอนที่คิดดีๆหรอก
แต่ถ้ามารู้ใจตอนกำลังคิดร้ายๆหรือน่าอับอายล่ะก็อีกเรื่องหนึ่งเลย ฝึกรู้จักกระแสความรักของตนเอง ฝึกรู้จักกระแสความรักของคนอื่น ฝึกจำกระแสจิตประกอบคำพูด ฝึกรู้สึกถึงกันจากทางไกล ฝึกฝันร่วมกัน ท้ายบท หวังว่าบทนี้คงช่วยให้คุณเห็นแนวทาง เมื่อคุณสามารถรักษาความรู้สึกไว้ได้ตลอดรอดฝั่ง http://dungtrin.com/mag/?60.love บทที่ ๔ รักษาความรู้สึก - ทำอย่างไรจะอยู่ด้วยกันตลอดไป?บทที่ ๔ บทที่ ๔ รักษาความรู้สึก (ตอนที่ ๓)บทที่ ๔ บทที่ ๔ รักษาความรู้สึก (ตอนที่ ๒)บทที่ ๔ บทที่ ๔ รักษาความรู้สึก (ตอนที่ ๑)บทที่ ๔ คนที่ใช่ไม่ได้แปลว่าของตาย ถ้าพฤติกรรมของคุณไม่ใช่ ก็เปลี่ยนเขาหรือเธอจากใช่เป็นไม่ใช่ได้เสมอ ความรักคืออารมณ์ คือความรู้สึกชนิดหนึ่ง ถ้าต้องการรักษาความรัก สิ่งที่ต้องรักษาก็คือความรู้สึกเดิมๆ หรืออารมณ์เดิมๆไว้ให้ได้นั่นเอง การนั่งกอดยืนกอดกันทั้งชาติไม่มีทางหล่อ เลี้ยงความรู้สึกระหว่างกันไว้ การรักษาความรู้สึกต้องใช้ใจ ไม่ใช่มือเท้า ฉะนั้นก่อนอื่นท่องไว้ให้แม่นเลยว่า ความเอาใจใส่คือสัญญาณว่าวันนี้ยังมีใจ ส่วนการตายใจคือสัญญาณเริ่มตายไปของความรัก คนส่วนใหญ่แทบร้อยทั้งร้อย ยังไม่ทันหมั้นหรือแต่งงาน ขอเพียงไปมาหาสู่คุ้นเคยกัน ก็พร้อมจะเห็นกันและกันเป็นของตาย หรือกระทั่งเห็นคนรักเป็นถังขยะทิ้งอารมณ์ส่วนตัว โลกนี้เต็มไปด้วยสิ่งล่อใจให้คิดอยากได้ และพวกเราก็ตั้งหน้าตั้งตาแต่จะเอามาให้ได้ ทว่าไม่มีความตระหนักว่ายิ่งได้มาเท่าไร ก็ยิ่งต้องพยายามรักษาไว้เท่านั้น โดยเฉพาะความรัก ซึ่งเปรียบเหมือนสิ่งมีชีวิตที่หิวเก่ง บาดเจ็บง่าย และตายไว เพียงชะล่าใจไม่นาน หันมาอีกทีคุณจะพบว่าในบ้านเหลือแต่ชายหญิงคู่หนึ่งที่เดินไปมาสวนกัน ส่วนความรักหนีออกจากบ้านไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ถ้ารักแท้ได้มาง่าย คุณก็คงรักษามันไว้ได้ง่ายๆ เหมือนปล่อยเป็ดไก่หากินตามลานดินเอาเองก็ไม่ตาย แต่หากประสบการณ์บอกคุณว่ารักแท้เป็นสิ่งได้มาโดยยาก คุณก็ควรรู้ว่าไม่อาจใช้วิธีทิ้งขว้าง ปล่อยให้มันเลี้ยงดูตัวเองแล้วจะรอด สำหรับบทนี้ก็จะครอบคลุมตั้งแต่อาหารหล่อ เลี้ยงขั้นพื้นฐาน ไปจนถึงน้ำพุอมฤตที่บันดาลให้ความรักเป็นอมตะ อยู่เหนือความตายของคู่รักได้ ช่วงเริ่มปลื้ม อารมณ์หวานคือพยานให้กับความรัก แต่ช่วงเริ่มชิน อารมณ์หวานจะเป็นหลักฐานให้กับความไม่เที่ยง อารมณ์หวานกับความรู้สึกนึกรักมักมาด้วยกัน จะแค่นึกรักเดี๋ยวเดียว จะหลงรักนานหน่อย หรือจะแสนรักเหมือนชนะกาลเวลา ต่างก็ยืนพื้นอยู่บนอารมณ์อ่อนหวานด้วยกันทั้งสิ้น แต่อารมณ์หวานที่น้อยลง ก็ไม่ได้แปลว่าคุณหรือคนรักแปรใจ บาง คนสำคัญผิดคิดว่าอารมณ์หวานที่ลดลง หมายถึงไม่ได้รักกันแล้ว ความจริงคือพวกคุณไม่รู้จักทำให้อารมณ์หวานเติบโตขึ้นตามวันเวลาที่อยู่ด้วย กันต่างหาก มันจึงตกตะกอนนอนก้น หรืออยู่ในสภาพมีเหมือนไม่มี สังเกตเถิด อารมณ์หวานจะมากับการกระทำ เช่น ในช่วงต้น คนที่ใช่มักเป็นแรงบันดาลใจให้อยากทำอะไรหวานๆบ้าง ต่อให้คุณเคยเป็นพวกเย็นชามานานแค่ไหน ทุกครั้งที่เห็นหน้าคนรัก อย่างน้อยก็ต้องอยากเรียกขานชื่อของเขาหรือเธอด้วยอารมณ์หวานบ้าง ซึ่งก็อาจออกแนวขี้เล่นกุ๊กกิ๊กขำๆอย่างเช่น ‘สุดที่รักจ๋า!’ ถึงคำพูดคล้ายจะแหย่ให้หัวเราะหรือแกล้งให้เลี่ยนเล่น แต่อารมณ์หวานก็เกิดขึ้นในใจจริงๆ และพวกคุณก็จะสัมผัสความจริงนั้นได้ด้วยใจ อย่างไรก็ตาม อารมณ์หวานของคุณจะผูกติดอยู่กับคนรักเพียงในระยะแรกที่ความปลื้มยังไม่จาง นานไปพอความปลื้มจางลง ซึ่งอาจเร็วกว่าสีบ้าน อารมณ์หวานของคุณก็จะไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป แม้จะรู้ตัวว่ายังคงปักใจอยู่กับเขาหรือเธอเช่นเดิมก็ตาม แล้วจะทำอย่างไรให้อารมณ์หวานยังคงอยู่คู่ชีวิตรักของพวกคุณ? คำ ตอบคือต้องทำอะไรหวานๆบ้าง อย่าเอาแต่มองหน้าหรือพูดจากันด้วยความเคยชิน เพราะความเคยชินจะเหมือนแกงจืดที่เพิ่มปริมาณขึ้นทุกที กระทั่งความหวานถูกเจือจางจนไม่เหลือรส การทำอะไรบ้างที่ว่าหวานๆ? คำตอบเป็นที่รู้อยู่ แต่คนสมัยนี้ชอบแกล้งทำเป็นแหวะใส่ อย่างเช่นการให้ดอกไม้กัน การใช้คำพูดคำจาเป็นศัพท์แสงลิเกเป็นครั้งคราว ตลอดจนพูดง่ายๆแต่ชัดถ้อยชัดคำว่า ‘ผมรักคุณ’ หรือ ‘เค้ารักตัวเองนะ’ แค่นี้ก็เรียกหวานแล้ว ไม่ใช่ต้องสร้างฉากวิลิศมาหราเลิศลอยเกินจินตนาการใดๆเลย ถ้ากระดากที่จะพูดคำว่ารัก แต่ร้องเพลงรักได้เก่งก็เอาเลย ร้องมันเข้าไป ยิ่งถ้ามีฝีมือแต่งเพลงเองได้ก็ยิ่งแจ่ม แต่งให้คนรักแบบอุทิศให้เขาหรือเธอคนเดียว แบบนี้เรียกหวานอย่างมีเอกลักษณ์ คนรักจะประทับใจความคิดสร้างสรรค์ที่คุณทำให้โดยเฉพาะเหนือสิ่งอื่นใด แม้วันหนึ่งคุณหลงๆลืมๆแล้ว คนรักของคุณก็จะยังคงจดจำได้อย่างแม่นยำเสมอไป คำโบราณเขาเรียกซาบซึ้งตรึงตรา ซึ่งสมัยนี้หายากแล้ว วันเกิดก็เป็นวันรักษาอารมณ์หวานประจำปีด้วย นะครับ เป็นวันที่ห้ามลืมเด็ดขาด สั่งให้มือถือเตือนแบบประจำทุกปีไว้เลย เพราะนั่นเป็นวันแห่งตัวตน ถ้าจำวันเกิดไม่ได้ คนรักก็อาจเข้าใจว่าคุณจำตัวตนของเขาไม่ได้เช่นกัน ถ้าเคยสร้างบรรยากาศน่าประทับใจในวันเกิดไว้ แค่ไหน ก็ให้รักษาระดับความพิเศษนั้นไว้ให้ดี มิฉะนั้นคนรักจะรู้สึกว่าคุณให้ความสำคัญกับเขาน้อยลง ทางที่ดีทำให้เป็นกลางๆตั้งแต่แรก ของขวัญซื้อแบบที่มีความหมาย ราคาไม่ถูกจนน่ายี้ แล้วก็ไม่แพงจนคุณต้องหนักใจทุกปี และอย่าสร้างสรรค์บรรยากาศเสียจนลวงให้คนรักรู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าหญิง หรือเจ้าชาย เสร็จแล้วในปีหลังๆโดนลดบรรดาศักดิ์ ค่อยๆเลื่อนลงมาเป็นสามัญชน แล้วอาจตกฮวบลงมาคล้ายไพร่ เพราะท่านั้นไม่มีใครทนไหวหรอกครับ หากมีเงินพอ การไปเที่ยวทางไกลด้วยกัน เอาแบบสถานที่ที่น่าประทับใจมากๆ ก็นับเป็นการสร้างอารมณ์หวานไม่รู้ลืม ฝรั่งเขาถึงเรียกการเที่ยวทางไกลด้วยกันว่าไป ‘ดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์’ หรือฮันนีมูนไงครับ แต่การเดินทางที่ดีที่สุด หวานที่สุด ชนิดเงินอย่างเดียวซื้อไม่ได้ คือการเดินทางไปทำบุญ! คุณไม่จำเป็นต้องมีเงินมากนัก ขอแค่รู้จักวัดดี ขอแค่รู้จักเลือกของดีไม่กี่ชิ้นไปถวายพระ แค่นั้นก็พอๆกัน หรือเลิศกว่าไปฮันนีมูนแล้ว ลองถวายสังฆทานด้วยความมีใจเลื่อมใสศรัทธา ร่วมกัน เอาให้ได้ ๔ วัดภายในวันเดียว ระวังอย่าให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งในวันนั้น แล้วดูว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับความรู้สึกของคุณ ความสบายใจอย่างประหลาด หรือความสุขอันโอฬาร หรือปีติเย็นซ่านไปทุกทิศ หรือโสมนัสจนต้องฉีกยิ้มค้างไว้อย่างนั้น แล้วลองถามคนรักด้วยว่ารู้สึกอย่างเดียวกันไหม ปีติสุขที่เกิดขึ้นไม่สามารถอธิบายด้วย เหตุผลทางวัตถุ เพราะข้าวของที่ถวายสงฆ์เป็นเพียงรูปธรรม แต่ความรู้สึกของพวกคุณเป็นนามธรรม คุณรู้แต่ว่ามันเวิร์ก รู้แต่ว่านี่แหละเขาเรียก ‘บุญ’ แล้วในที่สุดก็ได้ข้อสรุปแบบรู้อยู่เต็มอกว่า บุญร่วมกันนั่นแหละตัวเสกอารมณ์หวาน ชีวิตแต่งงานมักนำมาซึ่งรสขมหลายรูปแบบ คุณต้องสู้กับกองทัพรสขมด้วยสายน้ำแห่งอารมณ์หวาน พยายามให้มันไหลรินไม่หยุดทุกวัน แล้วจะอัศจรรย์ใจว่าอารมณ์หวานกับโลกที่สว่างสวยยังคงอยู่กับพวกคุณ ไม่ว่าจะกี่เดือนกี่ปีผ่านไปก็ตาม สรุปคือทางเดียวที่จะรักษาน้ำหวานที่ลดระดับลง คือต้องเติมของใหม่เพิ่มลงไปทุกวันนะครับ เสียงหัวเราะเป็นได้ทั้งวิตามินและยาสมานแผล วิตามินคือสารสำคัญที่ร่างกายของคุณต้องได้รับ มิฉะนั้นก็อาจเจ็บป่วย ฉันใดก็ฉันนั้น รอยยิ้มและเสียงหัวเราะคือวิตามินที่รักแท้ต้องได้รับ มิฉะนั้นอาจทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว คนเราใช้ชีวิตระมัดระวังอย่างไร ก็ต้องเจอดีได้แผลบนเนื้อตัวเข้าสักวัน ซึ่งหมอก็ปรุงยารักษาหรือสมานแผลไว้หลายขนาน แม้แต่น้ำผึ้งหวานๆก็มีสรรพคุณสมานแผลได้ดี เนื่องจากความเข้มข้นของน้ำผึ้งจะทำให้เชื้อโรคฝ่อตาย และนั่นก็เช่นกัน รอยยิ้มกับเสียงหัวเราะเปรียบเสมือนน้ำผึ้งที่สมานแผลให้รักแท้ได้ เมื่อเกิดอุบัติเหตุทางอารมณ์จนได้แผลทางใจระหว่างคุณกับคนรัก วิตามินเป็นสิ่งที่ควรกินตุนไว้ทุกวัน ส่วนยาสมานแผลก็ควรมีประจำบ้านไว้ก่อนเกิดแผล ไม่ใช่เกิดแผลแล้วค่อยวิ่งหาซื้อ มันอาจช้าไปหน่อย ถ้าคุณเลือกได้คนที่ใช่ตามแนวทางในบทก่อน แนวโน้มคือคุณกับคนรักจะพูดจากันด้วยความเข้าอกเข้าใจ อยู่ร่วมกันด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ทั้งนี้เพราะความรักทำให้ใจเปิดและสมองเบา ดังนั้นอะไรที่เกิดขึ้นกับความรักจึงมักเป็นเรื่องเบาสมองได้หมด แต่คนเรามักหัวร่อต่อกระซิกกันแค่ในช่วงต้น พอเข้ามาอยู่บ้านเดียวกันก็ชักลืมๆ คล้ายต่างคนต่างต้องแอบไปหัวเราะกับเพื่อน นั่นถือเป็นความผิดอย่างใหญ่หลวงร่วมกัน ต้องมีสักคนพาเสียงหัวเราะกลับมานะครับ หากรู้ตัวว่าคุณเป็นเสือยิ้มยากหรือสิงห์ เส้นลึกที่หัวเราะไม่ค่อยเป็น อันนี้น่าปรับปรุง ผมไม่ได้จะให้พวกคุณแกล้งขำโดยไม่มีเหตุผลเหมือนคนบ้า แต่อยากให้ใช้ความเครียดหรือความขี้โมโหของคุณนั่นแหละ เป็นสนามฝึกปล่อยอารมณ์ขัน วิธีนั้นไม่ยาก แต่ต้องจำขั้นตอนให้แม่น และตั้งสติให้ทันเท่านั้น ตอนคุณกำลังตึงเครียดหรือเผชิญปัญหากับคนรัก ด้วยความรู้สึกอึดอัด ใจคุณจะหนักอึ้ง ความคิดวนเวียนอยู่แต่ว่านี่เป็นเรื่องแย่ คุณจำเป็นต้องรู้สึกแย่ๆ และแบกความอึ้งหนักนั้นเอาไว้ มิฉะนั้นจะเหมือนไม่ให้ความสำคัญกับปัญหา แต่ถ้าพลิกมุมมองใหม่แค่นิดเดียว ถามตัวเองว่า ‘ทำไมต้องให้ความสำคัญกับปัญหามากกว่าใจด้วยล่ะ?’ เมื่อเห็นค่าของใจ เมื่อเห็นแก่จิตมากกว่าเรื่องนอกตัว คุณจะฉลาดขึ้นทันที อย่างน้อยก็เลิกสำคัญผิดคิดว่ามีปัญหาต้องทำใจหนักๆจึงจะสมควร ใจหนักๆตันๆน่ะ คิดไม่ค่อยออกนะครับ ไม่ใช่คิดได้แคล่วคล่องว่องไว ท่องไว้เป็นคาถาประจำตัวก็ได้ ยิ่งหนักอกเท่าไร ยิ่งโง่หนักขึ้นเท่านั้น ขอให้อกใสใจเบาขึ้นหน่อยเถอะ ถอยออกมาจากตรงนั้นแล้วคุณจะเห็นเลยว่าความหนักอกทำให้คิดช้าลง ตัดสินใจผิดพลาดง่ายขึ้น หลังจากพลิกมุมมองได้จริงๆแล้ว ต่อไปพอเกิดเรื่องกดดันให้เครียด หรือส่อเค้าว่าจะมีปากเสียงกัน คุณจะไม่ส่งสายตาจ้องหน้าคนรักอย่างเดียว แต่จะเฉลียวนึกขึ้นได้ว่าเอาแล้ว หนักอกแล้ว และกำลังจะพูดอะไรโง่ๆแล้ว ทันทีที่รู้สึกตัว จิตจะเริ่มฉลาดขึ้นทันที และคลายอาการยึดมั่นถือมั่นออกได้เอง ดุจเดียวกับการปลดตะขอปล่อยถุงขยะทิ้งพื้น การปลดตะขอแห่งความยึดมั่นออก จะทำให้ใจคุณโล่ง และเข้าสู่ภาวะรับความจริงได้ พร้อมจะแก้ปัญหาได้ ตลอดจนพร้อมจะพูดอะไรฉลาดๆออกไปอย่างทันการณ์ ที่เด็ดคือความเบาสมองจะช่วยให้คุณคิดมุขตลกออก ไม่เอาแต่ทำหน้าเครียดตีบตันอั้นตู้ ยกตัวอย่างนะครับ ตอนสมองข้นหนัก คุณอาจอยากร้องอุทานว่า ‘เฮ้ย! ทำไมเป็นอย่างนี้วะ?’ แต่ถ้าคุณมีอารมณ์ขันเป็นฐานแข็งแรงพอ ใจจะคลายได้ในพริบตาและเปลี่ยนเป็น ‘โอ๊! ทำไมเป็นอย่างนี้ได้ล่ะจ๊ะ… สุดที่รัก?’ ทั้งสีหน้าสีตา ท่าทาง ตลอดจนน้ำเสียงของคุณ รวมกันอาจบ่งได้ว่าคุณยังโมโหอยู่นั่นแหละ คำว่า ‘สุดที่รัก’ อาจถูกเค้นออกมาด้วยน้ำเสียงขื่นหรือขึ้งเคียด แต่ไม่ใช่แบบขาดสติ แล้วก็ไม่มีความคิดประทุษร้ายคนรักเจืออยู่ด้วยเลย ยิ่งไปกว่านั้น ตัวถ้อยคำที่เกินๆ ยังแฝงแววตลก ดูออกว่าอีกไม่กี่พริบตาคุณก็หัวเราะได้ และนั่นก็อาจทำให้คนรักของคุณชิงหัวเราะตัดหน้าเสียก่อน ถ้าตั้งต้นอยู่ด้วยกันเป็นอย่างนี้ ยิ่งเกิดเรื่องน่าโมโหบ่อยขึ้นเท่าไร ระหว่างคุณกับคนรักก็จะยิ่งอบอวลด้วยบรรยากาศขำขันมากขึ้นเท่านั้น และเช่นกัน หากเกิดเรื่องร้ายแรงให้ต้องทะเลาะเบาะแว้งหนักๆ ชนิดที่ตอนแรกยังจุกอก หัวเราะไม่ออก หรือกระทั่งรู้สึกเหมือนเกิดรอยร้าวขึ้นในหัวใจ ต้องเมินๆหรือเหินห่างกันสักพัก ถึงจุดหนึ่งเมื่อพอที่จะหันหน้าเข้าหากัน เสียงหัวเราะและรอยยิ้มจะมามีบทบาทสำคัญในการช่วยประสานสัมพันธ์ได้ อย่าไปเชื่อใครนะครับว่าความรักเหมือนแก้ว เปราะบาง ร้าวแล้วไม่อาจประสาน เพราะความจริงก็คือคุณอาศัยเสียงหัวเราะและอารมณ์ขันประสานรอยร้าวได้สนิท ดังเดิม หรืออาจจะแนบเนียนยิ่งกว่าเดิมเสียอีก แล้วถ้าเลือกได้ หมั่นดูหนังตลกหรือที่ทำให้หัวเราะครึกครื้นร่วมกัน มากกว่าหนังสยองขวัญหรือหนังเศร้าโศกหดหู่ก็จะดี ความจริงถึงเป็นหนังประเภทไหน ถ้าได้ดูกับคนรักก็มีความสุขทั้งนั้น แต่ หนังตลกหรือหนังน่ารักที่พวกคุณดูแล้วยิ้มหรือหัวเราะร่วมกันบ่อยๆ จะสร้างแนวโน้มทางอารมณ์ให้พวกคุณอยากคุยกันในเรื่องเฮฮามากกว่าเรื่องเคร่ง เครียด หัวข้อนี้ท่องไว้นิดเดียวก็ได้ วิตามินยังต้องกินวันละหน ฉะนั้นพวกคุณก็ต้องหัวเราะร่วมกันให้ได้อย่างน้อยวันละครั้ง แล้วขำแบบฝืดๆกับขำแบบไม่จริงใจนี่ไม่ถือเป็นวิตามินนะครับ! สรุปคือทำใจเบาๆ ทำสมองเบาๆเข้าไว้ให้ชินแต่เนิ่นๆเถิด แล้วจะรู้เองว่าทุกปัญหาในโลกนี้เบาเหมือนปุยนุ่นได้หมด แต่ถ้าคุณมองอย่างยึดมั่นถือมั่นเป็นจริงเป็นจังไปทุกเรื่อง โลกนี้ทั้งใบก็คือลูกเหล็กให้คุณอุ้ม! ความรู้สึกเล็กๆน้อยๆคือเรื่องใหญ่ที่สุดในชีวิตคู่ เพราะไม่มีความรู้สึกใดเกิดขึ้นบ่อยเท่านี้อีกแล้ว ความรู้สึกเล็กๆน้อยๆที่ดูเหมือน ‘ไม่มีอะไร’ หรือเหมือนชินๆผ่านๆไปนั่นแหละครับ พอผ่านเดือนผ่านปีสะสมรวมตัวกันแล้ว จะกลายเป็นความรู้สึกที่แท้จริงที่มีต่อกัน คิดให้ดี คนเราคบหาและอยู่ร่วมกัน ส่วนใหญ่จะมีแต่ความรู้สึกเล็กๆน้อยๆ นานทีปีหนหรอกถึงจะเกิดความประทับใจใหญ่ๆขึ้นมา และเวลาคนเราระลึกถึงกัน ก็จะนึกถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นระหว่างอยู่ด้วยกันตามปกติ ไม่ใช่ความรู้สึกแสนพิเศษในเทศกาลไหน รักแท้ไม่ได้แปลว่ามีความสุขตลอดกาล แต่หมายถึงการร่วมสุขร่วมทุกข์ด้วยกันตลอดไป ทุกครั้งที่เอ่ยถึงความรัก สิ่งแรกที่คนส่วนใหญ่จะนึกถึงคือความสุขหวานแหวว พอพบรักที่กำลังสดชื่นตื่นใจก็ลิงโลด หัวใจพองโตราวกับขึ้นสวรรค์ และปักใจว่านี่แหละ รางวัลทางความรู้สึกที่คนๆหนึ่งควรได้รับจากความรัก แต่พออยู่กับความรักไปได้สักพัก พบว่ารักไม่ได้มีให้แต่ความสุข แต่ยังพ่วงทุกข์มาด้วยอีกเป็นขบวนยาว สีหน้าสีตาคุณจะเปลี่ยนไปเป็นผิดหวัง ซมเศร้า และอยากถอยหนี แต่ก็เป็นไปแบบกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะชักสับสนว่าที่เผชิญอยู่นั้นเป็นสุขหลอกๆ ทุกข์จริงๆ หรือว่าสุขจริงๆ ทุกข์หลอกๆ กันแน่ ความอ่อนแอทางกายจะทำให้คุณมีภูมิต้านทานโรคต่ำ ส่วนความอ่อนแอทางวิญญาณจะทำให้คุณมีภูมิต้านทานความทุกข์น้อย ถ้าพื้นฐานของคุณเป็นคนมีความอดทนสูง ความรักก็จะไม่ถูกกระทบกระเทือนให้สั่นคลอนง่ายนัก แล้วก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณเข้าใจความจริงข้อนี้ได้แค่ไหนด้วยครับ ความ จริงคือ เหตุการณ์ภายนอกไม่ใช่ทั้งสุข ไม่ใช่ทั้งทุกข์ สุขและทุกข์เป็นของจริงที่เกิดขึ้นจริงในใจคุณ แล้วก็จะหายไปจากใจคุณจริงๆเช่นกัน สุดแต่ว่าจะช้าหรือเร็วเท่านั้น คุณไม่ได้กำลังหายใจอยู่บนสวรรค์ คุณกำลังปักหลักยืนอยู่บนพื้นดิน และบนพื้นดินนี้ก็มีทั้งเรื่องน่าชอบใจและไม่น่าชอบใจเรียงรายหลายหลาก ฉะนั้น อย่าหวังว่าจะไม่เป็นทุกข์เลยอย่างเด็ดขาด แม้จะได้รับการคุ้มครองจากคนรัก คุณก็มีสิทธิ์แค่คาดหมายว่าคนรักจะอยู่เคียงข้างคุณเสมอ ไม่ว่าจะกำลังเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ และในทางกลับกัน คุณเองก็ต้องเป็นความคาดหวังให้คนรักเช่นเดียวกันด้วย เวลาคนรักเป็นสุข คุณอยู่ที่นั่นไหม? แล้วเวลาที่คนรักเป็นทุกข์ล่ะ คุณอยู่ด้วยหรือเปล่า? ขณะกำลังเสวยสุข คนรักจะเป็นสุขยิ่งขึ้นถ้ามีคุณร่วมสุขด้วยอีกคน เหมือนเทียนสองดวงย่อมสว่างกว่าเทียนดวงเดียว และการประสานแสงสุขคู่กันย่อมให้รสดูดดื่ม แตกต่างจากการส่องแสงสุขของจิตเพียงโดดเดี่ยวเอกา และขณะกำลังเสวยทุกข์ ความรู้สึกของคนรักเหมือนเปลวเทียนดับ ก็อาจกลับส่องสว่างได้ใหม่ถ้าแสงสุขของคุณยังไม่มอด การมีคุณอยู่ข้างเคียงย่อมเปรียบเหมือนการต่อเทียนให้ใหม่แทนเปลวเดิมที่ดับ แล้ว สำคัญคือพวกคุณต้องไม่เป็นเปลวเทียนที่ดับ พร้อมกัน เมื่อเห็นทำท่าริบหรี่จะดับรอมร่อทั้งคู่ ต้องปลุกปลอบกันและกัน เป็นกำลังใจให้กันและกัน ว่าเราจะกอดคอกันลุก ไม่ใช่เหนี่ยวตัวกันล้ม คนในโลกเป็นความห่อเหี่ยวให้แก่กันและกัน อยู่แล้ว ทุกคนจึงต้องการใครสักคนที่ไว้ใจได้ว่าจะเป็นความชุ่มชื่นให้ และนั่นก็คือความหมายของการพบรักและมีคนรักไว้เคียงกัน เพียงเริ่มต้นด้วยความตั้งใจจะเป็นความชุ่มชื่น อุบายวิธีจะหลั่งไหลมาเหมือนน้ำริน เหมาะกับการดับไฟในแต่ละสถานการณ์ไปเอง ช่วงเวลาที่มีกันและกันทั้งยามสุขและยาม ทุกข์ จะประทับลงในความทรงจำของคุณไปจนตาย ฉะนั้นจึงคุ้มที่จะอยู่ที่นั่น แม้คุณจะต้องแลกกับอะไรบ้าง ก็เชื่อเถอะว่ามีไม่กี่อย่างในโลกนี้หรอก ที่คุ้มกว่าความทรงจำยามได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับคนรัก คู่รักที่มีความทรงจำร่วมกันน้อย จะมีความเดียวดายติดอยู่ในความทรงจำมากเกินไป จนกระทั่งจำได้แม่นอย่างเดียว คือความสูญเปล่าของการมีกันและกัน สรุปคือเมื่อคนรักเป็นทุกข์ อย่าทิ้ง เมื่อคนรักเป็นสุข ให้รีบเสนอหน้าก่อนใคร! ไม่สำคัญว่าพวกคุณแก้ปัญหาอย่างไร มันสำคัญที่พวกคุณพยายามแก้ปัญหาด้วยกันหรือเปล่า เพราะโลกนี้มีโจร ตำรวจจึงเป็นความอุ่นใจ เพราะชีวิตนี้มีโรค หมอจึงเป็นความอุ่นใจ และเพราะการครองเรือนเต็มไปด้วยปัญหา คนรักจึงเป็นความอุ่นใจยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด! คิดให้เห็นคู่ตรงข้ามเช่นนี้แล้ว ความรู้สึกที่มีต่อปัญหาน่าจะเปลี่ยนไปได้บ้างนะครับ แม้ ว่าปัญหาจะไม่ใช่สิ่งดีที่น่ารอคอย แต่ก็เป็นสิ่งน่าสนใจไม่น้อย ถ้าคิดว่ามันเป็นเหตุให้คุณกับคนรักรู้จักความอุ่นใจในการมีกันและกัน แต่ละคนมีดี มีสิ่งที่อีกฝ่ายขาดอยู่เสมอ ขอเพียงเปิดโอกาสให้ปัญหามาเป็นเครื่องพิสูจน์เถอะ ทุกครั้งที่ช่วยกันปัดเป่าปัญหาใหญ่น้อยให้ผ่านพ้นไปได้ พวกคุณจะรู้สึกอุ่นใจกับการมีกันและกันมากขึ้นทุกที อาจเพราะได้เห็นเปรียบเทียบว่าดีกว่าแก้ปัญหาด้วยความเหน็บหนาวตามลำพัง เพียงใดนั่นเอง สำคัญคืออย่าเผลอหันเอาแง่ร้ายของแต่ละฝ่ายมาซ้ำเติมปัญหาเท่านั้น! จุดเริ่มต้นของการรู้จักร่วมกันแก้ปัญหา อาจเป็นอะไรที่ง่ายดาย แค่ยกของหนักด้วยกัน แค่ล้างจานด้วยกัน แค่ทำความสะอาดบ้านด้วยกัน แค่ช่วยทำครัวด้วยกัน ลองสำรวจเถอะว่าอย่างไหนให้ความรู้สึกดีกว่า ระหว่างทำคนเดียวกับมีอีกคนช่วย การหัดทำภาระเล็กๆน้อยๆให้ลุล่วง จะจุดชนวนให้ระบบความคิดของคุณทั้งสองสามารถประสานงานกัน เห็นการขจัดอุปสรรคคือเรื่องเป็นไปได้ด้วยการร่วมแรงร่วมใจ แต่ถ้างานไหนต้องการสองแรงร่วมกันแล้วมีฝ่ายหนึ่งผละหนีด้วยความคิดเอา เปรียบ ก็จะเป็นชนวนความคิดทำนอง ‘เรื่องของแก!’ และ ‘ฉันไม่เกี่ยว!’ จนติดเป็นนิสัย แล้วกลายเป็นชีวิตคู่แบบต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างพยายามผลักภาระ ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องดูตามจริงด้วยนะครับ ว่าขอบเขตความสามารถในการแก้ปัญหาหนึ่งๆของคุณ มีมากหรือน้อยกว่าคนรัก บางคนเป็นพวกไฮเปอร์จัด อยากแสดงให้เห็นว่าช่วยคนรักแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง อาจกลับกลายเป็นเพิ่มปัญหาอย่างบริสุทธิ์ใจไปโน่น สรุปคือเมื่อปัญหามา ทำอะไรได้ให้รีบทำ และเป็นการทำร่วมกันด้วย แต่ถ้าทำไม่ได้ก็อย่าเพิ่งเข้าโหมดขยัน ปล่อยให้ฝ่ายที่ถนัดกว่าแก้ปัญหาไป แค่คุณคอยเอาใจช่วย หรือคอยอยู่ฝ่ายสนับสนุนเมื่อคนรักขอ ก็นับว่าดีพอแล้ว ปัญหาที่น่าหนักใจที่สุดของชีวิตคู่ คือการเอาคนมีปัญหาสองคนมาอยู่ด้วยกัน แต่ละคนมีปัญหาติดตัวมาเสมอ เช่น ปัญหานอนห้องแอร์แล้วแพ้ ปัญหาฟังเพลงลูกทุ่งได้แนวเดียว ปัญหากรนดัง ปัญหานิยมดูดบุหรี่ก่อนนอน ปัญหาเข้าผู้ใหญ่ไม่ค่อยเก่ง ฯลฯ ปัญหาส่วนใหญ่จะไม่เป็นปัญหาถ้าอยู่คนเดียว แต่จะเริ่มเป็นปัญหาทันทีเมื่อมาอยู่ร่วมกับใครอีกคน! คิดไปคิดมาคุณอาจมองก็ได้ว่า คนเราแตกต่างกัน การเอาความแตกต่างมาอยู่ร่วมกันนั่นแหละคือตัวปัญหา เมื่อปัญหามันเริ่มส่อเค้ามาตั้งแต่ตอนจับคู่กัน คุณก็ต้องเตรียมใจไว้ว่า คู่ รักเริ่มต้นจากความเข้ากันได้เป็นบางส่วน และเข้ากันไม่ได้เป็นบางส่วนเสมอ ต่อเมื่อได้อยู่ด้วยกัน ลงท้ายจะพบว่าคุณกับคนรักเข้ากันได้เป็นบางส่วน และเข้ากันไม่ได้เป็นบางส่วนอยู่ดี! การเตรียมใจจะนำไปสู่ความพร้อมในการยอมรับ ความจริง ตลอดจนยอมปรับตัวบางอย่าง ไม่ใช่จะเอาแต่พยายามปรับทุกอย่างให้มาเข้ากับตัวท่าเดียว เมื่อความรักถูกสร้างขึ้นจากคนสองคนที่ไม่เหมือนกัน ความรักจึงคล้ายการประกบประกอบของวัตถุสองชิ้นที่ต่างเหลี่ยมต่างทรง คุณ จำเป็นต้องหาจุดที่เชื่อมต่อกันได้มาเป็นศูนย์กลางยึดเหนี่ยวไว้ และปล่อยให้เหลี่ยมมุมที่เหลือหันไปอยู่ด้านนอกไกลๆ ไม่ต้องมาโดนกัน อยู่กับสิ่งที่พอใจร่วมกันให้มาก จับตามองจุดนั้นให้ชัด แล้วความไม่น่าพอใจจะดูพร่าเลือนไปเอง เช่น พวกคุณชอบพรรคการเมืองคนละฟากพรรค คนหนึ่งเข้าข้างรัฐบาล อีกคนเข้าข้างฝ่ายค้าน ก็อย่าคุยเรื่องการเมือง หันหัวข้อเกี่ยวกับการเมืองออกไปห่างๆ ไม่ว่าจะนึกคึกอยากด่านักการเมืองแค่ไหน พยายามเหหัวสนทนาไปหาเรื่องที่ชอบด้วยกัน เป็นต้นว่ารายการทีวีสุดโปรด หนังใหม่ประจำสัปดาห์ เบื้องหลังการถ่ายทำ ฯลฯ ขอให้ชอบด้วยกัน ใจตรงกันเถอะ ยิ่งคุยเรื่องที่ใจตรงกันบ่อยขึ้นเท่าไร คุณจะรู้สึกว่าส่วนที่ต่างกันลดน้อยถอยลงเรื่อยๆเท่านั้น ตอนอยู่บ้าน บางทีคุณต้องพูดบางเรื่องที่ชอบใจให้น้อยลง เพื่อเพิ่มความชอบใจในการอยู่บ้านร่วมกับคนรักให้มากขึ้น! สรุปนะครับ การเตรียมใจไว้ล่วงหน้าเป็นที่มาของการปรับตัว ปรับความรู้สึก และปรับวิถีชีวิตให้เข้ากับ ‘ตัวจริง’ ของคนรัก แต่การคาดหวังว่าทุกอย่างจะเป็นดังเดิมเหมือนเมื่อครั้งเป็นโสด ก็คือการนับถอยหลังเข้าสู่ภาวะ รับไม่ได้ ทนไม่ไหวนั่นเอง คนเราจะทำผิดกี่ครั้งก็ถูกหมด ถ้าพยายามแก้ไข การเรียนรู้จากความผิดพลาด คือคุณสมบัติเด่นที่มนุษย์ทำได้เหนือกว่าสัตว์อื่น และยิ่งกว่านั้นนะครับ การเปลี่ยนความผิด พลาดให้เป็นความถูกต้อง หรือกลับร้ายให้กลายเป็นดี พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส คืออาวุธชิ้นเดียวที่มนุษย์จะชนะกรรมเก่าเน่าๆของตัวเองได้ คุณๆที่เชื่อหมอดูนะครับ ถ้าหมอดูระดับประเทศทายทักว่าดวงต้องเลิกกัน คุณจะหักคำทำนายได้ก็ด้วยอาวุธชิ้นนี้แหละ! http://dungtrin.com/mag/?57.love บทที่ ๓ เลือกคนที่ใช่ - ความสามารถในการทำเรื่องดีๆร่วมกันบทที่ ๓ เลือกคนที่ใช่ ความสามารถในการทำเรื่องดีๆร่วมกัน ที่จะเดินมาแล้วใช่เลยนั้นไม่มี มีแต่ทำอะไรร่วมกันก่อนแล้วค่อยใช่ รักแท้ไม่ได้ฝากไว้ที่กาย แค่เอากายมาผูกติดกันมันจุดได้แต่ไฟราคะ ส่วนไฟแห่งรักต้องจุดขึ้นด้วยจิต ขอให้จำไว้แม่นๆว่า รักแท้จะอยู่คู่กับจิตใจที่สว่างสดใส เต็มไปด้วยกำลังวังชาและความเคลื่อนไหวที่ร่าเริง จิตที่สว่างสดใสนั้น เป็นภาวะทางธรรมชาติอย่างหนึ่ง ซึ่งเราเรียกกันมาช้านานว่า ‘กุศลจิต’ กุศลจิตเป็นอะไรอย่างหนึ่งที่เกิดได้ดับได้ไม่ต่างจากเปลวเทียน เปลวเทียนมีเหตุให้เกิด กุศลจิตก็มีเหตุให้เกิดเช่นกัน เปลวเทียนดับได้เมื่อหมดเหตุ กุศลจิตก็ดับได้เมื่อหมดเหตุเช่นกัน ภาวะทางธรรมชาติที่ตรงข้ามกับกุศลจิตคือ ‘อกุศลจิต’ อกุศลจิตคือจิตที่มืดหม่น เกิดขึ้นด้วยเหตุ และดับเพราะหมดเหตุเช่นกัน รักแท้ไม่อาจยืนอยู่บนจิตที่มืดหม่น ไร้เรี่ยวแรง และเต็มไปด้วยความหดหู่เฉื่อยชา ที่เราพูดกันในหนังสือเล่มนี้ทั้งหมด ก็มุ่งประเด็นที่ว่าทำอย่างไรจะสร้างเหตุให้เกิดจิตที่สว่างสดใสร่วมกัน ระหว่างคุณและคนที่คุณรักนั่นเอง คุณคงเคยได้ยินมานานว่าคู่แท้ที่มาพบและรัก กันได้นั้น ก็ด้วยอำนาจบุญเก่าที่เคยทำร่วมกันมา หนังสือเล่มนี้ไม่เพียงยอมรับความจริงดังกล่าว แต่ยังจะจาระไนให้เห็นด้วยว่าทำบุญแบบคู่รักเขาทำกันอย่างไร ส่วนท้ายของบทนี้ เรามา ‘คัดคน’ กันด้วยความจริงที่ว่า คนที่ใช่ต้องพร้อมทำเรื่องดีๆร่วมกับคุณ การทำอะไรดีๆร่วมกันได้ตั้งแต่ต้น จะมีความหมายมากกว่าให้เกิดความประทับใจในช่วงแรกคบ คือจะจุดชนวนความสุกใสสว่างให้กับจิตของกันและกันอีกด้วย ความบันเทิงร่วมกัน เคยลองนั่งคิดดูดีๆไหมครับว่า ‘การอยู่ร่วมกัน’ คืออะไร? ใจจริงน่ะ คนเราชอบความบันเทิงครับ มาอยู่ด้วยกันก็หวังความบันเทิงนั่นแหละ ไม่มีใครอยากอยู่กับคนแปลกหน้าเพราะปรารถนาภาระหนักหรอก และความบันเทิงร่วมกันระหว่างชายหญิงที่ธรรมชาติให้มาล่อใจก็คือเซ็กซ์! นี่แปลว่าเหตุผลง่ายๆของการหาคนแปลกหน้ามาอยู่ร่วมกัน คือคุณจะได้มีเซ็กซ์กับเขาหรือเธอได้ทุกวันกระนั้นหรือ? เอาล่ะ! มามองกันตามจริงให้เห็นเป็นภาพใหญ่กัน เซ็กซ์ไม่ใช่สิ่งเดียวที่เราต้องการหรอก ขนาดบางคู่แทบไม่มีเซ็กซ์กัน พวกเขายังมีใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มเจิดจรัสกันได้เลย มนุษย์เราหาคู่เพื่อแก้เหงา และเพื่อทำชีวิตให้เป็นไปตามที่ธรรมชาติสั่งมา คือ สร้างบ้าน ดูแลบ้าน สร้างลูก ดูแลลูก ทำไปโดยไม่ต้องสงสัยว่าทำไปทำไม เพราะไหนๆก็มีชีวิตแล้ว หลีกหนีไม่ได้อยู่แล้วจนกว่าจะตาย มองอย่างนี้ก็ได้ข้อสรุปว่าคนเราอยู่ร่วมกันไม่ใช่เพื่อเอาตัวมาอยู่ใกล้กัน แต่เพื่อ ‘ทำอะไรด้วยกัน’ ทว่าในทางปฏิบัติแล้ว บางคนประพฤติตนราวกับเชื่อว่าการอยู่ร่วมกันคือการเอาตัวมาอยู่ใกล้กันตามหน้าที่เฉยๆ การอยู่ร่วมกันอย่างแท้จริงคือการทำความ รู้จักตัวตนของกันและกัน ตัวตนของคนเรามีหลายแง่มุม และคุณจะไม่มีทางรู้จักแต่ละแง่มุมของคนรักผ่านการบอกเล่าว่าเขาหรือเธอทำ อะไรเป็นบ้าง คุณต้องเห็นกับตา ร่วมสนุกด้วยกับตัว จึงจะลงเอยเป็นความ ‘รู้จักกันดี’ จริงๆ เมื่อคนเรารู้จักกันดี ก็จะยอมรับได้ถูกว่าตรงไหนเข้ากันได้ ตรงไหนเข้ากันไม่ได้ และความรู้จักกันดีนั่นเอง ทำให้ตกลงกันถูกว่าจะไม่ฝืนใจอยู่กับตัวตนด้านนี้ แต่เลือกไปอยู่กับอีกตัวตนที่เข้ากันได้ของคนรัก ตัวตนที่เข้ากันได้คืออะไร? คือตัวตนแบบเดียวกัน เช่น ถ้าคุณเป็นนักเทนนิสด้วยกัน ก็ย่อมไปสู่สนามเทนนิสเพื่อมีความสุขสนุกสนานกับการหวดแร็กเก็ตร่วมกันได้ แล้วนั่นก็จะทำให้ใจคุณนึกถึงและอยากเจอกันอีกเรื่อยๆ ตัวตนที่เข้ากันไม่ได้คืออะไร? คือตัวตนคนละแบบ หรือเป็นปฏิปักษ์กัน เช่น ถ้าคุณผู้ชายชอบตกปลา แต่คุณผู้หญิงเกลียดการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต อย่างนี้คงเป็นที่รำคาญของกันและกัน ไม่อาจร่วมกิจกรรมเทือกนี้ด้วยกัน ซึ่งก็คงไม่ต้องเดานะครับ ถ้ามีใครเข้ามาในชีวิตแล้วทำให้รู้สึกว่าตัวตนของคุณเป็นสิ่งน่ารำคาญ คุณคงไม่อยากเจอเขาหรือเธอบ่อยนัก เมื่อความจริงเป็นเช่นนี้ คุณก็มองหาคนที่สามารถทำกิจกรรมร่วมกันได้มาก คือไม่ใช่ทำทุกอย่างได้เหมือนกันหมดนะครับ แต่ขอให้ทำได้มากหน่อย การ เลือกอยู่กับคนที่เข้าขากับคุณได้ในกิจกรรมหลากชนิด เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตคู่ที่มีสีสันไม่ซ้ำซากจำเจ ส่วนการเลือกอยู่กับคนที่ทำอะไรร่วมกับคุณได้ยาก หรือกระทั่งชอบแต่กิจกรรมที่เป็นตรงข้ามกัน ย่อมเป็นลางบอกเหตุของชีวิตคู่ที่จะค่อยๆเหินห่างกันออกไปวันละคืบ วันละศอก ย้ำว่าสำคัญและจำเป็นครับ อะไรก็ตามที่ทำได้ทั้งคู่ เช่น เล่นเกมคอมพิวเตอร์ ไปวิ่งออกกำลัง ไปร้องคาราโอเกะ ไปฟิตเนส ไปเรียนทำขนม ไปเข้าคอร์สโยคะ ฯลฯ ขอเพียงทำให้ร่างกายและจิตใจสดชื่นเป็นดีทั้งนั้น เพราะถือว่าสามารถทำอะไรเป็นสุขร่วมกันได้แล้ว อย่างที่เกริ่นไว้ก่อนนั่นแหละ ร่างกายที่เคลื่อนไหว และจิตใจที่แช่มชื่น เป็นสิ่งที่รักแท้ชอบ โดยเฉพาะถ้าร่างกายและจิตใจดังกล่าวได้มาจากการทำกิจกรรมร่วมกัน ถ้าไม่มีกิจกรรมใดที่ทำร่วมกันได้เลย ก็อย่าเลือกมาเป็นคู่เด็ดขาด เพราะแปลว่าในส่วนลึกของพวกคุณไม่ได้ต้องการอยู่ร่วมกันแม้แต่น้อย ถึงขนาดสร้างข้ออ้างว่าทำอะไรง่ายๆด้วยกันไม่ได้เลยสักเรื่องเดียว! ศักยภาพในการทำบุญร่วมกัน กิจกรรมที่ดีที่สุดในโลกมนุษย์คือการทำบุญ เพราะการทำบุญด้วยความเลื่อมใสบริสุทธิ์ คือการเพิ่มความสุขให้แก่จิตโดยตรง จิตที่มีความสุขจากบุญ จะมีความรื่นเริงเหมือนเข้าร่วมงานฉลองที่น่าเพลินใจยินดี แต่ที่ดีกว่านั้นคือมีสติรู้ดีรู้ชั่ว เห็นอะไรๆตามจริงได้ถนัดชัดเจน หมายความว่ายิ่งฐานของบุญหนาแน่นขึ้นเท่าไร โอกาสที่ใจจะเป็นทุกข์ และโอกาสจะทำอะไรพลั้งพลาด ก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น ผลอันมหัศจรรย์ของบุญที่เห็นได้ทันตามีอยู่ เช่น หากทำบุญด้วยความมีปีติสุข ต่อให้เป็นคนโง่ทึบก็จะรู้สึกเหมือนฉลาดขึ้นชั่วขณะ หรือต่อให้กำลังเศร้าจัดแทบอยากฆ่าตัวตาย ก็จะกลับรู้สึกดีขึ้นอย่างประหลาดจนอยากมีชีวิตต่อ ราวมนต์สาปของสิ่งชั่วร้ายคลายลงพักหนึ่ง กล่าวได้อีกอย่างว่าจิตที่มีคุณภาพนั่นแหละ คือผลอันเป็นปัจจุบันแห่งบุญ ที่พิเศษสำหรับนักเลือกคู่ก็คือ บุญเป็น เครื่องชี้ได้ว่าพอจะไปกันได้ไหม ถ้าทำบุญด้วยกันแล้วเป็นสุขทั้งคู่ก็เรียก ‘ไปกันได้’ แต่ถ้าทำบุญด้วยกันแล้วฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นทุกข์ หรือเป็นทุกข์ทั้งสองฝ่าย ก็ควรจะเข้าข่าย ‘ทางใครทางมัน’ ฉะนั้น อาศัยการทำบุญร่วมกันนี่แหละ เป็นหนึ่งในเครื่องมือเลือกคู่ คบใครอยู่ก็ให้ชักชวนไปทำบุญด้วยกันบ่อยๆ ที่ไหนอย่างไรก็ได้ อาจเป็นริมคลองใกล้บ้านเพื่อปล่อยนกปล่อยปลา อาจเป็นสถานสงเคราะห์ผู้ด้อยโอกาสเพื่อทำให้พวกเขามีเสื้อผ้าดีๆใช้สักชุด หรืออาจเป็นวัดที่มีพระดีเพื่อนำของจำเป็นในการดำรงชีพไปถวายพวกท่าน ถ้าทำครบวงจร ทั้งสงเคราะห์สัตว์ ทั้งให้ความอนุเคราะห์คนยากไร้ กับทั้งถวายทานแด่สงฆ์ อย่างนี้ไม่กี่ครั้งก็จะรู้ผลแล้วครับ หาก พวกคุณเป็นคู่บุญกันมา บุญใหม่จะเป็นตัวอย่างให้เข้าใจว่าการจะอยู่กับใครสักคนอย่างมีความรัก มีความสุข มีความเข้าใจ ก็ต้องด้วยการร่วมกันทำอะไรดีๆทำนองนี้ และไม่ควรน้อยไปกว่านี้ ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะการทำบุญเป็นสิ่งมี อาถรรพณ์ หากเคยร่วมบุญกันไว้มากกว่าร่วมบาป บุญเก่าจะพยายามรักษาเส้นทางเดิมของตนไว้ โดยช่วยสนับสนุนให้รู้สึกดี ตลอดจนขจัดปัดเป่าอุปสรรคทั้งมวลในวันทำบุญออกไป เมื่อทำบุญได้สำเร็จตามความตั้งใจ จึงบังเกิดความเบิกบานร่วมกันเต็มที่ เป็นกำลังใจให้รู้สึกว่าสามารถร่วมทำอะไรดีๆด้วยกันต่อได้อีก แต่หากพวกคุณเป็นคู่เวรกันมาก่อน บาปเก่า จะตัดหน้า มาเป็นมารขวางไม่ให้ได้ทำบุญกันอย่างราบรื่น โดยอาจแทรกแซงด้วยสารพัดวิธีที่นึกไม่ถึง และไม่ทันเตรียมตั้งตัวรับได้ถูก เช่น อยู่ดีๆก็แกล้งดลใจให้หงุดหงิดง้องแง้งใส่กันจนรุ่มร้อนไปหมด บั่นทอนความเชื่อมั่นว่าจะอยู่กันได้ตลอดรอดฝั่ง ไม่กี่ครั้งคุณจะนึกเข็ดขยาดไม่อยากทำบุญด้วยกันอีก หรือหนักกว่านั้นบางคู่อาจนึกรังเกียจกันและกันไปเลย ที่รังเกียจก็เพราะความรู้สึกแย่ๆที่เกิด ขึ้นระหว่างเส้นทางทำบุญ จะปรากฏเสมือนร่องรอยน่าเกลียดบนผ้าขาว หรือรอยแผลเป็นบนหน้าผากสะอาด ย่อมน่ารังเกียจกว่าปกติ เพราะถูกขับให้เห็นเด่นชัดเหลือเกิน ตรงนี้ถ้าคิดในทางดีก็คือบุญใหม่ช่วยสงเคราะห์พวกคุณ โดยการส่งสัญญาณเตือนให้รีบถอยเสียก่อนจะสายเกินกว่านี้ สรุปคือน่าสนับสนุนให้คู่ที่กำลังเริ่มๆดูใจ กัน ไปทำบุญด้วยกันบ่อยๆ ยิ่งเริ่มทำกันได้เร็วขึ้นเท่าไรก็ยิ่งรู้ดำรู้แดงเร็วขึ้นเท่านั้น ย้ำว่าต้องหลายครั้งนะครับ ดูกันครั้งเดียวไม่พอ คู่ที่ ‘ทำบุญขึ้น’ จะมีจิตสว่างสดใสไปด้วยกันยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ปูพื้นยืนของรักแท้ให้เป็นปึกแผ่นขึ้นทุกทีครับ ท้ายบท หวังว่าบทนี้คงลบความคิดเดิมๆ ที่ว่าคู่แท้หมายถึงคนที่ตรงตามสเปค เจอปุ๊บทุกอย่างลงตัวปั๊บไปหมด ตรงข้ามคนที่คุณหมายมั่นปั้นมือว่าต้องเอาให้ได้ แท้จริงอาจเข้ามาเพื่อเล่นเกมจองเวรกันต่อเท่านั้น เมื่อคุณมีเสน่ห์และเจอคนที่ใช่ ก็แทบประกันได้ตายตัวว่าความรักอยู่ที่นั่นแล้ว โจทย์สำคัญข้อต่อไปคือพอความรักอยู่ในมือ คุณจะรักษาไว้ไม่ให้หลุดหายไปได้อย่างไร http://dungtrin.com/mag/?56.love บทที่ ๓ เลือกคนที่ใช่ - ความสามารถในการพูดคุยกันบทที่ ๓ เลือกคนที่ใช่ (ต่อ) ความสามารถในการพูดคุยกัน ความรักไม่ได้ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาจากถ้อยคำ แต่มาจากความสบายใจที่สามารถคุยกันรู้เรื่องทุกคำ กล่าวได้เต็มปากว่าการพูดคุยกันคือกระดูกสันหลังของรักแท้ ต่อให้เป็นใบ้ทั้งคู่ก็ต้องสื่อสารพูดคุยกันผ่านภาษาเขียนหรือภาษามือ คู่ที่ไม่คุยกันคือคู่ที่เลิกกันแล้ว แต่ขณะเดียวกันก็พึงระลึกไว้ด้วยนะครับว่า คู่ที่คุยกันด้วยความเข้าใจผิดเสมอ คือคู่ที่ไม่เคยคุยกันเลย การพูดคุยเป็นอะไรที่มากกว่าการแลกเปลี่ยนคำพูด แท้จริงเราต่างก็หาใครสักคนมาคุยเพื่อที่จะทำให้ตัวตนของเราปรากฏชัดขึ้น หรือดูมีตัวตนเป็นที่เข้าใจอย่างแท้จริง มาพิจารณาองค์ประกอบของการสนทนาประสาคน ดูใจกันเป็นข้อๆนะครับ พอได้หลักสังเกตแล้วคุณจะทราบว่าการพูดคุยนี่แหละ คือเครื่องมืออันดับต้นๆในการเลือกคนที่ใช่ สรรพนาม เคยสงสัยไหมว่าแต่ละคำที่เราใช้ๆกันอยู่นี้มาจากไหน ใครเป็นคนบัญญัติ? เวลามนุษย์จะศึกษาอะไร ก็มักมองออกนอกตัว อย่างเช่นที่มาของภาษานั้น นักภาษาศาสตร์เชื่อว่าเราจะสืบได้ก็จากการ "ถอดรหัส" หลักฐานเท่าที่มีอยู่ เช่น ภาษาสัญลักษณ์บนผนังถ้ำ เป็นต้น และโดยการพยายามถอดรหัสจากหลักฐานภาย นอกนี่เอง ทำให้นักภาษาศาสตร์จำต้องยอมรับแบบเห็นพ้องต้องกันโดยดุษณีว่า ‘ภาษาดั้งเดิมแรกสุด’ ของมนุษยชาติโดยรวมนั้นไม่มี แถมภาษาพูดนี่ไม่มีร่องรอยที่มาที่ไปเอาเลย ขนาดพูดกันเป็นตุเป็นตะ บัญญัติกติกาการใช้ภาษาเป็นหลักไวยากรณ์อย่างดิบดี แต่กลับหาต้นกำเนิดที่มาแรกสุดไม่เจอ ราวกับอยู่ๆมนุษย์ก็พูดขึ้นมาได้เองอย่างนั้นแหละ แท้จริงแล้ว มันจะง่ายขึ้นถ้าเรามองย้อนกลับมาที่จิต คุณจะพบต้นเค้าของภาษาตั้งแต่จำความได้นั่นแหละครับ ก่อนมีภาษาพูด มนุษย์ทั้งหลายมีภาษาคิดเป็นอันดับแรก และความรู้สึกในตัวตนนั่นแหละ คือรากของภาษาคิด หลักฐานเกี่ยวกับคลื่นสมองยืนยันว่าเด็กทารกคิดได้ตั้งแต่วันแรก แล้วทายซิว่าเด็กทารกแรกเกิดคิดถึงอะไร? ก็คิดถึงตัวเองยังไงล่ะ! ‘ตัวกู’ และ ‘ของกู’ นั่นแหละ คือต้นตอของภาษา คนเราอยากเรียกร้องความสนใจให้ตัวเองเป็นอันดับแรกเสมอ ลองเงี่ยหูฟังดีๆนะครับ ตอนเด็กแผดเสียงร้องไห้จ้าจะเอาอะไร ในเสียงร้องนั้นมี ‘กู’ ดิบๆแฝงอยู่อย่างเต็มเปี่ยม ถ้าเด็กพูดได้คงประมาณว่า ‘กูจะเอา!’ นั่นแหละ แต่เมื่อพูดไม่ได้ ก็ต้องใช้เสียงที่ตะเบ็งออกมาสุดหลอดแทน สรุปแล้วต้นกำเนิดภาษาก็มาจากความ รู้สึกในตัวเรานี่เอง ภาษามีขึ้นเพื่อสื่อความรู้สึกของตัวเอง ทำให้ตัวเองปรากฏและมีความหมายขึ้นมาในโลก ภาษาจิตหรือภาษาทางความคิด จึงมาก่อนภาษาพูดและภาษาเขียน ภาษาจิตมาจากโครงสร้างของกรรมเก่า กรรมเก่าจะเป็นตัวจำแนกว่าใครควรไปอยู่เผ่าพันธุ์ไหน ลักษณะการพูดจาเป็นอย่างไร สังเกตง่ายๆในขั้นพื้นฐานที่สุดนะครับ แต่ละเผ่าพันธุ์มีความรู้สึกเกี่ยวกับตัวเองต่างกัน หลายภาษามีสรรพนามแทนตัวเองเพียงหนึ่งคำ เช่น ในภาษาอังกฤษเราจะแทนตัวเองว่า ‘ไอ’ ไม่มีการแยกเพศ ไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะใดๆ จะกี่ปีกี่ยุคผ่านไปก็มีแต่บอกว่า ‘ไอ’ นี่แหละฉันล่ะ แต่ก็มีบางภาษาเช่นภาษาไทย ที่มีสรรพนามแทนตัวเองมากมาย เช่น คำว่า ‘กระผม’ และ ‘ดิฉัน’ เอาไว้บ่งเพศ คำว่า ‘ข้าพเจ้า’ เอาไว้บ่งความเป็นทางการและเป็นกลางทางเพศ คำว่า ‘หนู’ เอาไว้แสดงความนอบน้อมต่อผู้ใหญ่ คำว่า ‘กู’ เอาไว้บ่งอารมณ์ดิบหรือสัมพันธภาพที่ใกล้ชิดสนิทสนม คนไทยจึงเป็นพวกที่รู้สึกถึงฐานะของตน ผ่านสรรพนามหลากหลาย บางทีถ้าจะเลื่อนระดับความสนิทสนมก็อาศัยสรรพนามนี่แหละเป็นตัวบอก เช่น อาทิตย์ก่อนแทนตัวเองว่า ‘ผม’ วันนี้สนิทขึ้นเลยแทนตัวเองว่า ‘กู’ เป็นต้น แถมนะครับ สรรพนามแทนตนยังดิ้นได้ เพิ่มเติมได้ตามยุคสมัย เช่น คำว่า ‘เค้า’ นี่ไม่ทราบเริ่มตั้งแต่เมื่อใด ใครเป็นคนนำ แต่ก็ใช้กันเป็นปกติ คนไทยจึงมีโอกาสแสดงออกถึงความเป็นตัวตนได้พิสดารมาก ช่วงก่อน พ.ศ. ๒๕๐๐ ยังมีการแบ่งเพศอย่างชัดเจนผ่านคำเป็นทางการ เช่น ‘ผม’ หรือ ‘ดิฉัน’ แต่ยุคปัจจุบันวัยรุ่นจะใช้คำเป็นกลางๆไม่แยกเพศ เช่น ‘เรา’ ซึ่งอาจสะท้อนถึงความเสมอภาคทางเพศที่มากขึ้น สรรพนามที่แสดงความเคารพอาวุโส นับพี่นับน้องเป็นสิ่งที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง และนั่นก็ทำให้เกิดความประดักประเดิดได้หากฝ่ายชายต้องเรียกหญิงคนรักว่า ‘พี่’ ในขณะที่ฝรั่งไม่ค่อยแคร์เพราะอย่างไรก็เรียก ‘ยู’ เหมือนกันหมด สรรพนามนับพี่นับน้อง ยังส่อได้ด้วยว่าอยากนับถือกันแค่ไหน วันใดหญิงเรียกชายว่า ‘พี่’ หมายถึงยังนับถือกันอยู่ แต่วันไหนถ้าเรียก ‘คุณ’ หรือ ‘มึง’ ขึ้นมา นั่นอาจแปลว่ามีเรื่องกันแล้ว ความพอใจในตัวตนของคนไทยเมื่อคุยกับคน รัก จึงอาจเริ่มต้นจากสรรพนามนี่เอง ผู้ชายที่ต้องการเป็นใหญ่กว่าผู้หญิง ชอบเป็นหัวหน้าครอบครัว จะอยากให้คนรักเรียกตนว่า ‘พี่’ ส่วนผู้ชายที่ชอบหารสองเรื่องค่าใช้จ่าย อาจอยากได้คนรักที่เรียกตนว่า ‘เธอ’ หรือ ‘นาย’ หรือตามสมัยนิยมของวัยรุ่นอาจเป็น ‘มึง’ ไปเลย และถ้ายิ่งเป็นผู้ชายที่มีความสุขกับการให้ผู้หญิงเลี้ยงดูปูเสื่อ ก็อาจอยากได้คนรักที่เรียกตนว่า ‘น้อง’ จึงจะสมใจ ผู้หญิงส่วนใหญ่จะรู้สึกดีกับผู้ชายที่ ทำให้เธอเรียกตัวเองว่าหนูอย่างสนิทใจ น้อยคนจะอยากได้แฟนที่ทำให้เธอจำต้องเรียกตนเองว่า ‘พี่’ แต่หากจำเป็นจริงๆผู้หญิงก็มักมีทางออกเสมอ พวกเธอสามารถเรียกชื่อเล่นของตัวเองเพื่อให้ดูเด็กลงได้อย่างสะดวกปากอยู่ แล้ว เมื่อเข้าใจว่าสรรพนามมีส่วนเกี่ยวข้องกับความรู้สึกในตัวตน คุณจะเข้าใจและสังเกตตัวเองมากขึ้น คนที่ใช่สำหรับคุณ คือคนที่ทำให้คุณเรียกตนเองด้วยความพอใจ เพราะการเรียกตนเองด้วยความพอใจ จะทำให้คุยกับคนรักได้โดยไม่รู้สึกสะดุด แล้วสังเกตด้วยว่าถ้าเขาหรือเธอเรียก เปล่งเสียงขานชื่อคุณ แล้วคุณรู้สึกว่าชื่อของตัวเองมีค่า มีความหมาย คนๆนั้นก็แทบเข้ามายึดที่นั่งในหัวใจคุณเกินครึ่งแล้ว! สไตล์การคุย ถ้าให้อธิบายว่าทำไมคุณถึงคุยกับบางคนแล้วสบายใจ คุณอาจงงๆและจับต้นชนปลายไม่ถูก บอกได้แต่ว่าสบายใจก็แล้วกัน มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ทราบความรู้สึก ของตัวเอง แต่มักอธิบายที่มาที่ไปไม่ถูก และนั่นก็เป็นเหตุให้เกิดความสับสน บางครั้งก็ทรมานใจ เฝ้าถามตัวเองว่าทำไมจึงสบายใจกับคนที่ไม่ควรจะสบายใจ แต่คนที่ควรสบายใจด้วยกลับไม่สบายใจเสียนี่ มนุษย์ต้องการคุยกับใครสักคนที่กระตุ้น ให้รู้สึกถึงความเป็นตัวเองอย่างแจ่มชัด คือถ้าคุยแล้วเป็นตัวของตัวเองก็จะชอบ แต่ถ้าคุยแล้วไม่เป็นตัวของตัวเองหรือทำให้ตัวเองบิดเบี้ยวไป ก็จะเอือมระอาและอยากหลีกเลี่ยง ยุคนี้ผู้คนสามารถพูดคุยผ่านอินเตอร์ เน็ตได้ และการพูดคุยผ่านอินเตอร์เน็ตก็สาธิตให้เราดูว่าถ้าจะคุยให้สบายใจ กับทั้งเป็นตัวของตัวเองอย่างน่าติดใจต้องแบบนี้ แบบนี้คือแบบไหน? มาชำแหละกันให้กระจ่างครับว่า ‘การพูดคุยเพื่อความสบายใจ’ เป็นอย่างไร หากจับจุดถูก คุณก็สามารถนำมาพิจารณาคนที่อยู่ตรงหน้า ว่าใช่คนที่จะคุยด้วยอย่างสบายใจไปนานๆไหม ๑) การไม่รู้จักตัวตนของอีกฝ่ายมาก่อน ทำให้คุณคุยกับเพื่อนทางเน็ตได้โดยไม่มีหัวโขน มีแต่คำพูดที่บอกว่าคุณกับคู่สนทนาเป็นใคร ให้ความสำราญหรือแง่คิดได้ถึงใจปานไหน ไม่ต้องสนใจรายละเอียดมากกว่านั้น การคุยแบบไม่ต้องมีความผูกพัน ทำให้คุณรู้สึกว่าต้องระวังตัวน้อยลงและเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ความสบายใจกับการเปิดอกแสดงความเห็นได้อย่างหมดเปลือกนี่แหละ คนเราชอบนัก ยิ่งถ้าได้คู่สนทนาคอเดียวกัน จะยิ่งมันเข้าไปใหญ่ เพราะนั่นคือโอกาสให้แสดงตัวตนอย่างหมดเปลือก การเปิดเผยความรู้สึกนึกคิด ก็คือการกระตุ้นให้ตัวตนปรากฏแจ่มชัดนั่นเอง ต่อให้เป็นพวกไม่ชอบปรากฏตัวต่อสังคม ก็ต้องชอบคิดมากอยู่ดี เพราะ การคิดมากคือการคุยกับใจตัวเอง ทำให้ตัวตนยังคงอยู่ แม้ไม่มีใครเห็นก็ไม่หายไปไหน เมื่อสามารถคุยกับคนถูกคอได้คล้ายคุยกับความคิดของตัวเอง ก็ย่อมดีกว่าคิดมากอยู่คนเดียวแน่นอน ในโลกความเป็นจริง บางคนหาเพื่อนคุยถูกคอได้ง่าย แต่บางคนก็พบยากครับ ซึ่งพวกหลังนี้ก็มักจะไปจับคู่คุยกันในเน็ตอย่างเป็นล่ำเป็นสัน เพียงแค่ค้นหาว่ามีกระดานสนทนาใดเข้ากับอัธยาศัยของตน อย่างไรต้องเจอคอเดียวกันแน่ๆ ไม่มีทางไม่เจอ และเช่นกัน ถ้าคุณคิดว่า คุยกับคนรอบตัวแล้วไม่ใช่ ก็น่าทดลองเอาตัวเองเข้าไปขลุกกับกระดานสนทนาที่ถูกจริตหลายๆเดือนหลายๆปี จนแน่ใจว่ารู้จักกันจริงไม่ใช่หลอกกันด้วยอารมณ์เหงา ก็คงมีใครสักคนที่ยังโสดและเข้าขากับคุณได้บ้างล่ะ ๒) การไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันมาก่อน ทำให้คุณมีทางเดียวคือจินตนาการเอา และจินตนาการจะมาจากไหนถ้าไม่ใช่วิธีการพูดของคู่สนทนา คำพูดจะเป็นตัวสร้างจินตนาการว่าเขาหล่อหรือเธอสวยเพียงใด การที่คุณเริ่มรู้จักใครสักคนแบบไม่รู้ หน้า แต่รู้ความคิดของเขา มันทำให้คุณข้ามขั้นการตัดสินคนอย่างผิวเผินด้วยตาเปล่า ตัดตรงเข้าไปถึงเนื้อแท้ทางจิตใจของคู่สนทนาโดยตรง คุณจะเข้าใจหลักกรรมวิบากประการหนึ่ง คือถ้าพูดดี พูดฉลาด พูดคม พูดให้คนฟังเป็นสุข ผลจะเป็นใบหน้าโสภาน่าพิสมัย นั่นหมายความว่าถ้าเขาทำให้คุณติดใจในคำพูดได้ก่อนใบหน้า เวลาคุณนึกถึงเขา ก็จะนึกถึงใบหน้าในจินตนาการมากกว่าใบหน้าในความเป็นจริง รู้อย่างนี้แล้ว คุณก็ควรให้โอกาสกับคนที่อยู่ตรงหน้า อย่าเพิ่งตัดสินเขาด้วยรูปร่างหน้าตา แต่รอฟังซิว่าคำพูดของเขาจะทำให้คุณเกิดจินตนาการดีๆเกินใบหน้าเจ้าตัวมาก น้อยแค่ไหน คนที่พูดได้อัปลักษณ์กว่าใบหน้า นานไปจะทำให้คุณนึกถึงใบหน้าอัปลักษณ์กว่าตัวจริง ส่วนคนที่พูดได้สง่างาม นานไปจะทำให้คุณนึกถึงใบหน้าที่สง่างามเกินใคร ๓) การขยับนิ้วพิมพ์ต้องอาศัยการทำงานของสมองมากกว่าตอนขยับปาก ฉะนั้นการคุยผ่านตัวอักษรจึงวกวนน้อย ส่วนปากคนเราเคยชินกับการขยับหมับๆตามอารมณ์ ฉะนั้นการคุยผ่านปากจึงวกวนได้มาก พูดไปแล้วก็วกกลับมาพูดซ้ำอีก โดยไม่ทันคิดว่าน่าเบื่อแค่ไหน เวลาคุณคุยปากเปล่ากับคนน่าเบื่อ บางทีไม่ใช่คำพูดของเขาหรอกครับ แต่เป็นความคิดวกไปวนมาในหัวของเขาต่างหาก แค่คุณเข้าไปนั่งใกล้คนประเภทนี้ ก็เหมือนเอาตัวไปอยู่กลางพายุความฟุ้งซ่าน สับสน หรือเหม่อลอยไร้จุดหมาย จนอยากออกมาห่างๆแล้ว ถ้าคุณเลือกคนฟุ้งซ่านจัดหรือเหม่อลอย เก่งเป็นคู่ครอง สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับคุณในระยะยาวคืออาการปั่นป่วนวกวน จับต้นชนปลายไม่ติดตามคู่ครองไปด้วย ฉะนั้น หลีกให้ห่างคนฟุ้งซ่านจัดและเหม่อลอยเก่ง เลือกคุยกับคนที่พูดจาเป็นเส้นตรงหาเป้าหมาย ไม่วกวนกลับมาเรื่องเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วคุณจะรู้สึกว่าแค่ด้วยการพูดคุย ก็ทำให้คุณภาพสติดีขึ้นได้ง่ายๆเลย ๔) การคุยกับคนแปลกหน้าในเน็ตทำให้คุณเตรียมใจไว้แต่เนิ่นๆ ว่าคู่สนทนาไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยหรือเออออห่อหมกกับคุณไปทุกเรื่อง บางทีจะพร้อมกับการโต้ตอบอภิปราย หรือกระทั่งถกเถียงกันอย่างมีเหตุผล คือไม่ใช่ขัดแย้งกันด้วยอารมณ์แบบอยู่ดีไม่ว่าดี เอาเวลาไปทะเลาะกับคนแปลกหน้าเสียอย่างนั้น ความจริงคนเราไม่ว่าการศึกษาระดับไหน จะชอบนะครับถ้าเจอคนที่พูดให้ยอมฟัง หรือกระทั่งเปลี่ยนใจเราได้ พวกผู้บริหารระดับโลกจะยอมเสียเวลาคุยกับคนแปลกหน้าที่ทำให้เกิดไอเดียใหม่ หรือเปลี่ยนใจพวกเขาได้เท่านั้น เพราะเปล่าประโยชน์กับการคุยที่ทำให้ไอเดียเท่าเดิม หรือความรู้ความคิดย่ำอยู่กับที่ ไม่ช่วยให้ธุรกิจก้าวหน้าไปไหน คุณควรเลือกคนที่คุณฟังคำโต้แย้งของเขาได้ และขณะเดียวกันเขาก็ไม่ถือสาหาความกับคำพูดเล็กๆน้อยๆของคุณ เพราะถ้าขืนสื่อสารกันคลาดเคลื่อนบ่อยๆ ก็อาจต้องผิดใจหรือฆ่ากันตายเพราะคำพูดนี่แหละ น้ำเสียง ตั้งแต่กลางศตวรรษที่ ๑๙ เป็นต้นมา มนุษย์มี ‘อุปกรณ์ถ่ายทอดสัญญาณจิต’ ชั้นดีไว้ใช้กัน แล้วคุณก็ใช้มันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน อุปกรณ์นั้นก็คือโทรศัพท์นี่เอง! โทรศัพท์นั่นแหละครับอุปกรณ์ถ่ายทอดสัญญาณจิตได้ชัดกว่าอะไร เพราะมัน ส่งเสียงของผู้พูดที่ปลายสายมาเข้าหูคุณเพียวๆ ไม่ได้ส่งใบหน้ามาด้วย นั่นบังคับให้คุณต้องใช้เพียงประสาทหู ไม่ถูกประสาทตามาแย่งการรับรู้ไปเหมือนตอนคุยอยู่ต่อหน้า ถ้าเพียงคุณเป็นคนช่างสังเกต ก็จะทราบเองว่าเสียงจากโทรศัพท์นั้น ส่งออกมาจากอารมณ์หรือสภาวะทางใจของผู้พูดที่ปลายสายตรงๆ ไม่ว่ากำลังลงหรือกำลังขึ้น แม้ขณะเขาไม่ได้เปล่งเสียงพูด ก็มีความรู้สึกขึ้นๆลงๆที่เปล่งออกมาให้คุณสำเหนียกได้ด้วยหู การฝึกฟัง ‘สัญญาณที่ส่งมาจากจิต’ นั้น ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลยครับ ถ้าไม่สังเกตคุณก็จะนึกว่าตัวเองทำไม่ได้ ไม่อาจสัมผัสรู้ แต่ขอให้ลองเถอะ ครั้งสองครั้งจะทราบเองว่าไม่ต้องมีอิทธิฤทธิ์ ไม่ต้องมีอภิญญา คลื่นโทรศัพท์ก็ช่วยพาสัญญาณทางจิตมาให้สัมผัสได้โดยแทบไม่ต้องใช้ความ พยายามใดๆแล้ว เริ่มต้นฝึกก็ให้คุยไปตามปกติเท่าที่ เคยคุยมานั่นแหละ แค่อย่าเอาแต่คิดจะพูด หรือหวังว่าจะให้เขาตอบอย่างใจคุณ ให้ฟังเสียงเขาด้วยความตั้งใจจะรู้เรื่องตลอด แล้วสังเกตว่าเมื่อสิ้นเสียงของเขาแต่ละครั้ง คุณรู้สึกว่าเขากำลังสบายหรืออึดอัด ความสบายและความอึดอัดเป็นคลื่นทางจิต ชนิดหนึ่ง คุณสัมผัสได้มาตั้งแต่เกิด แต่คุณถูกหลอกให้เชื่อเฉพาะสิ่งที่เห็นด้วยตาเปล่า เช่น ท่าที สีหน้า และประกายตา หากไม่เห็นตัว คุณก็นึกว่าคงไม่มีทางรู้ได้ว่าใครกำลังรู้สึกเป็นสุขหรือเป็นทุกข์แค่ไหน ความสุขที่มากับคลื่นจิต จะมีลักษณะให้สัมผัสได้ คือ เบิกบาน เปิดกว้าง สว่างใส ส่วนความทุกข์ที่มากับคลื่นจิต จะมีลักษณะให้สัมผัสได้ คือ หดหู่ ปิดแคบ มืดหม่น เมื่อสังเกตและเก็บเกี่ยวลักษณะทางนามธรรมต่างๆไว้ทีละครั้งทีละหน ในที่สุดคุณจะพบว่าสภาพอารมณ์ของคนมีอยู่มากมายก่ายกอง แต่ก็จำแนกได้หลักๆแค่สองอย่างคือเป็นสุขหรือเป็นทุกข์เท่านี้เอง คนที่กำลังตื่นเต้นปีติกับความรัก ในอกในใจอาจเหมือนมีน้ำพุแห่งความหรรษาพวยพุ่ง หรือเหมือนมีทะเลแห่งความปรีดาเอ่อล้น หากสัมผัสความสุขของคนที่อยู่ปลายสายได้ คุณก็จะเปรียบเทียบได้ด้วยว่าความสุขของฝ่ายใดมากหรือน้อยกว่ากัน แต่อารมณ์ปกติของคนเราทั่วไปนั้น ไม่ค่อยจะได้เป็นสุขกันสักเท่าไหร่หรอกครับ เป็นทุกข์เสียมากกว่า ฉะนั้น ในสนามฝึกจริงคุณน่าจะได้เห็นทุกข์มากกว่าสุข ซึ่งก็สนุกอยู่ดีถ้าเห็นจริงๆ เริ่มจากอะไรง่ายๆก่อน เช่น พอเขานึกไม่ออกว่าจะพูดอะไรต่อ จังหวะที่เสียงชะงักค้างไป คุณจะสัมผัสได้ถึงอาการสะดุด หรืออาการอึ้ง ตรงนั้นคือตัวอย่างของความรู้สึกอึดอัด กดดัน หรือพยายามเค้น เมื่อคุ้นกับสภาพของคลื่นจิตง่ายๆทำนอง นั้น ให้ฝึกดูต่อไป อย่างเช่นตอนคนเราโกรธหรือหงุดหงิด จะคล้ายน้ำเดือดปุด โกรธมากเดือดแรง โกรธน้อยเดือดอ่อนๆ แต่ถ้าเป็นความเคียดแค้นอาฆาตนี่ คุณจะสัมผัสไปอีกอย่าง คือเหมือนคลื่นความกดดันขนาดใหญ่ มืดครึ้ม ทะมึน น่ากลัว เป็นต้น คุณอาจพบว่าช่วงกำลังพูดนั้นคนเราอาจ ตั้งใจดัดเสียงหลอกได้ แต่พอหยุดพูด ทุกอย่างจะกลับเป็นปกติตามสภาวะของใจจริงๆ เช่น ถ้าเขาหรือเธออึดอัดไม่อยากพูดด้วย แต่ต้องการรักษาน้ำใจคุณ ก็อาจพยายามทำเสียงปกติ ซึ่งก็จะมีผลให้จิตเป็นปกติไปด้วย ต่อเมื่อหยุดพูด คุณจะสัมผัสได้ถึงความอัดอั้น กดดัน ขุ่นมัว หรือกระทั่งกระแสความคิดกระวนกระวายไม่สบอารมณ์ อยากวางสายเต็มแก่ การฝึกฟังเสียงจนเห็นเข้าไปถึงจิตจะมี ความหมายมาก คุณจะได้ผลรวม เห็นออกมาเป็นภาพใหญ่ภาพหนึ่ง ว่าคุยกับเขาหรือเธอแล้วหนักไปทางสุขหรือทางทุกข์ มืดหรือสว่าง กระจ่างเปิดเผยหรือคลุมเครือหมกเม็ด และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด น้ำ เสียงของคนที่ใช่ไม่จำเป็นต้องออกประกายกังวานแบบดีใจล้นเหลือที่ได้คุยกัน แต่อย่างน้อยต้องสะท้อนถึงความเต็มใจพูดกับคุณ ทำให้ตัวตนของคุณเท่าเดิมหรือฟูขึ้น ไม่ใช่แฟบลงทุกทีๆ นอกจากคุณจะรู้ว่าคนๆนี้เป็นคู่สนทนากับ คุณได้หรือไม่ ยังอาจชัดเจนลึกซึ้งไปถึงขั้นที่ตอบตัวเองถูกเลยทีเดียวครับ ว่าคนนี้ใช่หรือไม่ใช่สำหรับคุณ! สายตา สายตาเป็นองค์ประกอบสำคัญของการสื่อสาร แต่มักถูกละเลยเป็นประจำ หญิงชายหลายคู่คบกันแทบไม่สบตากัน ซึ่งนานไปจะเหมือนกับเอาก้อนหินสองก้อนมาตั้งอยู่ใกล้กัน หาความรู้สึกในกันและกันแทบไม่เจอ การสบตาแทบจะเป็นศาสตร์ได้ศาสตร์หนึ่ง มีอะไรในนั้นมากกว่าการเอานัยน์ตาสองคู่มาเล็งแลกัน ขณะพูดคุยนั้น คนที่พร้อมสื่อสารกับคุณ คือคนที่ยินดีสบตากับคุณ ไม่ใช่คนที่หลบตา คนเราถ้ายินดีสื่อสารกัน จะประสานตากันได้อย่างสนิทใจ การสบตาคุยกันในระยะยาว จะทำให้คุณทราบได้ว่ารู้สึกดีกับเขาหรือเธอแค่ไหน ส่วนลึกของหัวใจเข้ากันได้เพียงใด คู่ที่ใช่นั้น อย่างน้อยควรมองกันและกันได้เต็มตา โดยไม่รู้สึกขัดแย้งหรือมีกระแสความเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน แม้ในช่วงแรกที่เพิ่งรู้จักกัน ก็ควรมีชั่วขณะหนึ่งที่มองกันเต็มตาแล้วเกิดความรู้สึกคุ้นเคย ไม่เป็นอื่น นั่นเพราะอำนาจบุญเก่าที่ทำร่วมกันด้วยดี หรือภาวะคู่อันปรองดองในอดีต น่าจะช่วยตกแต่งกระแสตาให้ประสานกันสนิท เป็นมิตร และปราศจากความรู้สึกสะดุด แต่ถ้าคนเราไม่ยินดีสื่อสารกัน การสบตาก็เป็นตัวบอกได้ระดับหนึ่ง สบกันทีไรมีจุดสะดุด อยากหลบตากัน หรือบางคู่ที่เคยเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันมาแต่ปางก่อน แค่สบตาก็ไม่สบอารมณ์ได้ หรือกระทั่งอยากหาเรื่องกันแบบอันธพาลไร้เหตุผลได้ ถ้าผู้ชายสู้ตาผู้หญิงไม่ได้ เหมือนแพ้อำนาจสายตากันอยู่ ทั้งที่เธอก็ไม่ตั้งท่าขู่แต่อย่างใด ก็ขอให้เร่งตระหนักว่าโอกาสที่จะทำให้เธอเชื่อถือในเวลาต่อมานั้น ก็คงยากครับ ส่วนผู้ชายที่ทำตัวน่าเกรงขาม ชอบส่งสายตาสะกดให้ใครต่อใครอยู่ใต้อำนาจนั้น ถ้าเจอคนที่ใช่จริงๆและเคยทำบุญมาก่อน อยู่ร่วมกันอย่างปรองดองมาก่อน ก็จะเชื่องลง ไม่มีรังสีข่มขู่หรือผลักดันเหมือนตอนสบตากับคนอื่น ผู้หญิงที่ไม่ชอบสบตากับผู้ชาย อาจเป็นเพราะขี้อาย หรืออาจเป็นเพราะมีปมปัญหาทางเพศอันเป็นแผลทางใจ ถ้าคุณทำให้เธอสบตาด้วยไม่ได้ก็แปลว่ายังพูดหรือแสดงพฤติกรรมให้เธอไว้ใจไม่ ได้ แล้วก็อย่าเพิ่งทึกทักนะครับว่าถ้าผู้หญิงกลัวตาผู้ชาย หมายความว่าจะไม่แผลงฤทธิ์ในภายหลัง ผู้หญิงที่ขี้กลัวบางคน บทจะเลือดขึ้นหน้าก็แปลงร่างจากแมวขี้อ้อนเป็นนางเสือดาวเอาได้ดื้อๆ ส่วนผู้หญิงที่ชอบทำตาดุ บางทีอาจไม่ดุจริง เธอแค่จะดูว่าคุณเอาเธออยู่ไหม ส่วนลึกของผู้หญิงที่ชอบทำตาดุจะโหยหาใครบางคนที่มานำเธอได้ และเธอก็ใช้วิธีส่งกระแสตาขู่ฟ่อเป็นเครื่องมือค้นหา หากคุณพิศวาสเธอจริงๆ ก็ต้องเตรียมตัวไว้ด้วยว่าจะหลุดความเป็นแมนไม่ได้ อ่อนแอให้เธอเห็นไม่ได้ หรืออาจจะกระทั่งเก่งน้อยกว่าเธอก็ไม่ได้ด้วย ถ้าหากทั้งชายและหญิงมีกำลังสายตาเสมอ กัน ก็อาจสบตาแบบลองกำลังกัน ซึ่งถ้าเกิดขึ้นแค่หนสองหนแล้วเลิกราก็ถือเป็นเรื่องธรรมดาได้ แต่หากสบกันแบบ ‘ประสานงา’ ทุกครั้งไม่เลิก ก็อาจเป็นลางบอกเหตุได้ว่าอยู่กันไปจะไม่มีใครยอมใคร ตลอดจนมีสิทธิ์ขยับขึ้นเป็นการทุ่มเถียงเอาแพ้เอาชนะ หรือเอาเป็นเอาตายทีเดียว สรุปแล้วความสามารถในการคุย
หรือแลกเปลี่ยนสื่อสารกันนั้น บอกอะไรได้มากกว่าที่หลายคนคิด
ขอเพียงคุณช่างสังเกต จะยกเรื่องใดมาเป็นประเด็นสนทนา
หรือจะคุยเก่งแค่ไหนไม่สำคัญ คุยไปเถอะ
คุยมากๆจนกว่าจะรู้จักตัวตนของอีกฝ่ายจริงๆ
ก็จะใช้เป็นเครื่องมือชี้ว่าใช่หรือไม่ใช่คนของคุณได้ครับ http://dungtrin.com/mag/?55.love บทที่ ๓ เลือกคนที่ใช่ - ความรู้สึกในช่วงแรกคบ
บทที่ ๓ เลือกคนที่ใช่ - ถ้าคู่ยังไม่ใช่ ใจก็คงจริงยาก!บทที่ ๓ ถ้าคู่ยังไม่ใช่ ใจก็คงจริงยาก! หากคุณเป็นคนหลายใจ คนโน้นก็ชอบ คนนี้ก็เอา แบบนี้เรียกว่า ‘ไม่มีใจจริง’ แต่ถ้าในทางกลับกัน แม้คุณจริงใจกับทุกคนที่คบ แต่ปีแล้วปีเล่าเอาแต่เจอคนไม่ถูกใจหรือเข้ากันไม่ได้ พยายามทำดีแค่ไหนก็ต้องเลิกกันวันยังค่ำ แบบนี้เรียกว่าเจอแต่ ‘ตัวปลอม’ เอาล่ะสิ! คุณจะไปบอกใครอย่างไรดี ว่าที่เปลี่ยนบ่อยนั้นเพราะคุณดีแต่เจอตัวปลอม หรือว่าเหล่าตัวปลอมดีแต่คุณยังไม่มีใจจริงให้ใคร? ตกลง ‘ตัวจริง’ กับการมี ‘ใจจริง’ อันไหนมาก่อนอันไหนมาหลัง? มันจะเหมือนปัญหาโลกแตกอย่าง ‘ไก่กับไข่อันไหนเกิดก่อนกัน’ หรือเปล่านี่? ใจของคนและสัตว์ทั้งหลายพร้อมจะแปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆครับ มามองเป็นเหตุเป็นผลง่ายๆ ถ้าเจอคนที่ใช่ ใจคุณก็พร้อมจะจริง แต่ถ้ายังไม่ใช่ ใจคุณก็พร้อมจะแกว่ง คุณรักเดียวใจเดียวได้ตลอดชีวิต แต่จะบังคับใจตัวเองให้ ‘รักจริง’ ไม่ได้เลย ถ้าเขาหรือเธอไม่มีความน่าให้รัก หรือน่าให้รักแต่ไปกันไม่ไหว คุณคงไม่อยากสงสารตัวเองไปตลอดชีวิต ที่ต้องกัดฟันฝืนปฏิบัติหน้าที่สามีหรือภรรยาแสนดีอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ทั้งที่หัวใจเต็มไปด้วยความแห้งแล้ง อ่อนล้า และแหนงหน่าย มันคงจะดีกว่ากัน ถ้าคุณมีความรักจริงเป็นแรงบันดาลให้ซื่อสัตย์และแสนดี ไม่ใช่ฝืนแสนดีและซื่อสัตย์ไปเพื่ออะไรก็ไม่รู้ บทนี้จะเริ่มจากการแสดงภาพรวมว่าคนเราชอบรีบ ร้อนด่วนได้ หรือไม่ก็อยากได้อะไรที่เกินตัว รู้ทั้งรู้ว่า ‘คนที่ใช่’ หมายถึง ‘คนที่เหมาะ’ แต่ใจจะไม่รอคนเหมาะ เพราะกิเลสสั่งให้หาคนที่ดีที่สุด เร็วที่สุด ซึ่งก็นั่นแหละครับ เป็นสาเหตุว่าทำไมถึงไม่เจอคนที่ใช่กันสักที เมื่อได้ข้อคิดที่ช่วยกระทุ้งให้หลุดจากความสับสนแล้ว ค่อยไปดูคุณสมบัติของคนที่ใช่กัน ขอบอก ไว้แต่เนิ่นๆว่าหลักการคือหลักการ ซึ่งให้แนวคิดหรือข้อสังเกตในการมองคน มองตน และมองอนาคต ลงเอยใจคุณต้องเป็นผู้เลือกในขั้นสุดท้ายว่าจะเชื่อหลักการหรือเลือกเอาตาม ความพอใจของตน อนึ่ง บทนี้เขียนอยู่บนการสันนิษฐานว่าคุณมีอิสระพอจะดูเอง เลือกเอง หากคุณติดหนี้กรรมเก่าให้ต้องถูกคลุมถุงชน หรือต้องแต่งงานด้วยเหตุจำเป็นอันใดก็ตามที ขอให้ถือว่าบทนี้เอาไว้เป็นมาตรวัดว่าคุณพร้อมจะรัก ‘คนของคุณ’ สักแค่ไหน ด้วยปัจจัยอันใดบ้างนะครับ ความมีเสน่ห์จะดึงดูดคนเข้ามาหาคุณได้มาก แต่ยิ่งมากเท่าไร ก็จะยิ่งเห็นคนที่ใช่ได้ยากขึ้นทุกที ถ้าคุณอ่านบทก่อนอย่างเข้าใจและทำตาม กระทั่งอย่างน้อยเป็นคน ‘มีเสน่ห์ทางความคิด’ ภายในสองอาทิตย์เป็นอย่างช้า คุณก็น่าจะมีคนอยากเข้ามาใกล้ อยากเข้ามาพูดคุยด้วยบ่อยๆบ้างแล้ว เพราะโลกมันร้อน ใครๆก็อยากเจอศาลาริมน้ำไว้พักผ่อนเย็นใจกันทั้งนั้น ประเด็นคือยิ่งเสน่ห์แรงเท่าไร ตัวคุณจะยิ่งกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดทั้งคนที่เหมาะและไม่เหมาะเข้ามาหา จนโลกปรากฏคล้ายตลาดสดทางความรัก คือตัวเลือกเยอะ ข้อเปรียบเทียบแยะ และใจก็อาจรักพี่เสียดายน้อง คุณจำเป็นต้องมองย้อนกลับมาที่ตัวเอง รู้ให้ได้ก่อนว่าตัวเองเป็นใคร เข้ากับคนแบบไหนได้บ้าง ตลอดจนอยู่กับใครได้ดีที่สุด คุณเป็นใคร คำตอบอยู่ที่เข้ากับคนแบบไหนได้ และการจะรู้ว่าเข้ากับคนแบบไหนได้ ก็จำเป็นต้องคบคนให้มาก แล้วใช้ใจตัวเองตัดสิน ไม่ใช่เข้าไปขอปรึกษานักจิตวิทยาหรือหมอดูที่ไหน การคบหลายคนไม่ใช่เรื่องน่าเกลียด ตราบ เท่าที่คุณตั้งระยะห่างไว้ดีพอ ไม่ได้ให้ความหวังใครเกินเพื่อน และขณะเดียวกันก็อาศัยพวกเขาหรือพวกเธอในการสำรวจตนเอง ทำความรู้จักตัวเองไปด้วย ขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพอย่างนี้นะครับ การเลือกฟังเพลงคนเดียว จะทำให้คุณรู้จักตัวเองดีว่าต้องการฟังเพลงแบบไหน แต่การเลือกฟังเพลงกับใครอีกคน จะทำให้คุณรู้จักตัวเองว่ามีความสุขกับใครในบรรยากาศดนตรีแบบใด เกือบๆกล่าวได้ว่าบรรยากาศดนตรีแบบที่คุณชอบ ฟังกับเขาหรือเธอ ก็คือความรู้สึกที่คุณมีต่อเขาหรือเธอนั่นเอง เช่น ถ้าเพลงหวานทำให้คุณซาบซึ้งละไม ก็แปลว่าคุณมีอารมณ์โรแมนติกกับเขาหรือเธอได้ และถ้ายิ่งเพลงคึกคักสามารถเร้าใจให้คุณตื่นเพริดไปกับเขาหรือเธอได้ ก็แปลว่าคุณมีอารมณ์สนุกร่วมกับเขาหรือเธอไหว การที่ใจบอกว่าชอบใคร ก็เปรียบเหมือนบอกว่าอันใดคือ ‘เพลงโปรด’ ใน โลกดนตรีคุณมีเพลงโปรดในสต๊อกได้เป็นร้อยเป็นพันโดยไม่มีใครว่า แต่ในโลกความรักคุณต้องเลือกเพลงโปรดไว้ฟังเพียงหนึ่งเดียว จึงจะไม่เป็นที่ครหา การหว่านเสน่ห์ด้วยความนึกสนุกหรืออยากลอง ของใหม่เหมือนเปลี่ยนเพลงตามใจชอบ จะทำให้คุณเปลี่ยนเป้าหมายจากการแสวงหาคนที่ใช่ ไปเป็นคึกคะนองกับการล่าคนที่ดีกว่ายิ่งขึ้นเรื่อยๆ คุณจะรู้สึกเบื่อง่ายแบบเดียวกับเบื่อเพลง เห็นว่าคนที่คบอยู่ไม่ใช่ ไม่น่าพอใจอยู่ร่ำไป แล้วกลายเป็นคนเลือกมาก ความอดทนต่ำ ไม่อยากง้อใคร และถึงขั้นอยากเปลี่ยนใจเพียงด้วยเหตุเล็กน้อย คิดว่าตัวเองแน่ จะเอาแค่ไหนเมื่อไรก็ได้ไม่จำกัด มีเสน่ห์ไม่ใช่เพื่อหว่านเสน่ห์ไปเรื่อย เพราะการหว่านเสน่ห์ไม่เลือกหน้าจะเป็นการสั่งสมนิสัยเพื่อหันหลังให้กับรัก แท้ ต้องเร่งบอกตนเองว่าคุณกำลังมาผิดทางที่จะพาไปหารักแท้แล้ว ต่อให้ คนที่ใช่ยืนอยู่ตรงหน้า แต่ปะปนกับเหล่าตัวเลือกอีกเยอะแยะ สายตาของคุณก็จะเหมือนพร่าเลือนไป แม้แต่คนที่ใช่ก็ถูกมองเป็นหนึ่งในตัวเลือกเหมือนๆกันหมด เลือกคนที่จะทำให้ใจคุณนิ่ง เพราะความนิ่งจะอยู่ทน อย่าเลือกบางคนหรือหลายคนที่ทำให้คุณกระเจิง เพราะความกระเจิงจะหลอกให้คุณหลงควานต่อไม่รู้จบรู้สิ้น แล้วก็ท่องจำให้ขึ้นใจนะครับ อย่าเพิ่ง ให้ความหวังใครก่อนจะรู้จักธาตุแท้ความเป็นเขา และรู้ว่าเขา ‘ใช่’ พอจะทำให้ใจคุณ ‘จริง’ มิฉะนั้นอาจเกิดปัญหาในภายหลัง ตั้งแต่โศกนาฏกรรมทางหัวใจ ไปจนกระทั่งอาชญากรรมทางเพศให้ได้อายคนอ่านหนังสือพิมพ์กัน แล้วถ้าความใกล้ชิดบังคับให้เผลอใจล่ะ จะทำยังไง? จะให้ดูอย่างไรในเมื่อธาตุแท้ของคนมักปรากฏก็ต่อเมื่อสนิทกันแล้ว? คำตอบคือ รู้จักกันอย่างเพื่อนสนิทที่ไม่ มีสิทธิ์แตะเนื้อต้องตัว เขาก็จะไม่มีสิทธิ์หึงหวง แล้วคุณก็จะได้มีสิทธิ์เห็นธาตุแท้จากความเป็นเพื่อนสนิทนั้นด้วย! สรุปคือในขั้นนี้ ยึดหลักให้แม่นๆคือ ถึงมีตัวเลือกมาก ก็ต้องเลือกเพียงหนึ่งเดียว ไม่เช่นนั้นจะลงเอยคือทุกตัวเลือกเป็นปัญหาทั้งหมด ไม่ใช่รักแท้ทั้งหมด! อำนาจที่ทำให้ลุ่มหลงส่งมาจากส่วนสกปรกตรงไหนของร่างกายก็ได้ แต่แรงบันดาลที่ทำให้รักจริงต้องมาจากกลางใจที่ใสพอเท่านั้น มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่บ้ากามกว่าเพื่อน เพราะบนโลกนี้นอกจากมนุษย์ก็มีแต่ปลาโลมาเท่านั้น ที่มีเซ็กซ์เพื่อความบันเทิงได้โดยไม่ต้องเลือกฤดู เมื่อพื้นฐานของเราเป็นพวกราคะจัดเสียอย่างนี้ ก็ควรเข้าใจตนเองไว้แต่เนิ่นๆว่า คุณมีสิทธิ์หน้ามืดตามัว แยกแยะไม่ออกว่าระหว่างอยากได้กายเขามาเสพกาม กับอยากได้ตัวเขามาเป็นคู่นั้น แตกต่างกันอย่างไร น้อยเสียเมื่อไหร่ ที่ผลีผลามจับคู่เพียงเพราะเสพสมเสร็จแล้วติดใจกัน ทั้งที่ยังไม่ทันดูความเข้ากันได้ในรายละเอียดอื่นๆเอาเลย การจับ คู่กันด้วยเหตุผลทางกามารมณ์ หรือเพียงเพราะติดใจรูปร่างหน้าตาอย่างรุนแรง มักลงเอยเป็นโศกนาฏกรรมทางความรู้สึก คือผิดหวังที่เลือก เสียใจที่ไม่ดูให้ดีเสียก่อน ทีแรกได้มานึกว่าโชคดี ที่ไหนได้ กลายเป็นเคราะห์ร้ายกว่าใครเพื่อน! คนเรามักมองที่สัญญาณบอกเหตุง่ายๆ ตื้นๆ แบบเดียวกับคนติดละครเพราะคลั่งไคล้ความสวยหล่อจัดจ้านของดารานำ ขอให้รูปร่างหน้าตามีอำนาจพอจะสะกดให้เพ้อได้เถอะ เป็นสำคัญไปว่าตัวเองถูกศรรักปักอกเข้าให้แล้ว แล้วหลังจากนั้นค่อยเฟ้นหาเหตุผลต่างๆนานามารองรับ ว่าคนนี้แหละใช่ คนนี้แหละคือที่สุด เรียกว่ามีแต่อารมณ์ทั้งนั้นที่เป็นตัวบอกว่าเหมาะ ใช่ ดี เอาเลย! เข้าใจไว้นะครับว่าถ้าคุณแค่อยากถึงที่สุดทางกาย ไม่ใช่ปรารถนาจะถึงที่สุดทางใจ พอจับพลัดจับผลูถึงที่สุดทางกายกับเขาหรือเธอได้ ใจคุณจะไม่เหลือเยื่อใยใดๆอีก! ที่สุดของความรู้สึกทางกายนะครับ ก็คือเบื่อกายนั่นแหละ อยากทิ้งไปให้พ้นๆ ส่วนที่สุดของความรู้สึกทางใจ จะเป็นความผูกพันลึกซึ้ง ไม่อยากทอดทิ้งกันไปจนชั่วชีวิต มองแบบนักเสพกาม คนๆหนึ่งจึงเป็นได้แค่เพียงวัตถุกาม แต่หากมองแบบผู้แสวงหารักแท้ คนๆหนึ่งคือเหตุการณ์ ไม่ใช่ร่างกาย ฉะนั้น ถ้าเพิ่งแค่เห็นใครปรากฏตัว ยังไม่ถือว่าคุณเห็นเขาหรือเธอเลย อย่าเพิ่งตัดสินว่าคุณชอบหรือชังเด็ดขาด จนกว่าจะเห็นเหตุการณ์อันเกิดจากเขามากพอ ตอนกำลังจ้องมองสีหน้าสีตาหรือท่าทางของใคร สักคน คนเราชอบถามตัวเองนะครับว่านี่ใช่คู่ของเราไหม เรารู้สึกดีกับเขาได้แค่ไหน สารพันจะเอาคำตอบจากใจตัวเองแบบปุบปับฉับพลันเดี๋ยวนั้น ที่ถูกคือควรถามใจตัวเองว่ารู้จักเขาดีหรือ ยัง รู้ไหมว่าเขาทำอะไรมาบ้าง เจอปัญหาแล้วเขาแก้ด้วยความรุนแรงหรือละม่อม เป็นพวกไวไฟหรือติดไฟยาก กว่าจะเห็นเหตุการณ์ที่เกิดจากเขา คุณต้องใจเย็น ใช้เวลามากกว่าเห็นการปรากฏกายหลายเท่าตัว เมื่อตระหนักว่าคนๆหนึ่งคือบ่อเกิดของเหตุการณ์ นั่นหมายความว่าเมื่อคุณคบกับคนๆหนึ่ง ก็คือการเอาตัวเข้าไปพัวพันกับเหตุการณ์ที่คนๆนั้นสร้างไว้ และกำลังจะสร้างขึ้น เฝ้ามองเหตุการณ์เหล่านั้นให้ชัด แล้วค่อยถามตัวเองว่า ใจของคุณเข้ากับเหตุการณ์เหล่านั้นได้ไหม? 1ตัดสินในตอนที่ใจคุณสะอาดจากกาม ไม่ถูกอวัยวะน้อยใหญ่ในเขาส่งแรงดึงดูดล่อตาล่อใจ ให้ความรักเกิดขึ้นท่ามกลางเหตุการณ์ดีๆร่วมกับเขา อย่าต้องมาเรียนรู้เมื่อสายไปแล้วว่า การเลือกคบคนแบบใด ก็เท่ากับเลือกใจแบบนั้นด้วยสรุปคือความลุ่มหลงรูปกายจะทำให้หน้าตาของเราโง่ลง ส่วนการเห็นเหตุการณ์ตามจริงจะทำให้หน้าตาฉลาดขึ้นเป็นคนละคน สิ่ง ที่ทำให้คนเราโง่เรื่องความรัก ก็ไม่มีสิ่งใดเกินไปกว่ากาม ส่วนสิ่งที่จะทำให้คนเราฉลาดเรื่องความรัก ก็ไม่มีสิ่งใดเกินไปกว่าใจที่ใสและเย็นลงแล้ว รู้สึกว่าใช่ ไม่จำเป็นต้องใช่ โดยเฉพาะถ้าได้ความรู้สึกว่าใช่มาจากการเอาแต่มองด้านดีท่าเดียว คนเราชอบรักแท้ในฝัน ประเภทแรกพบสบตาตะลึงงันเหมือนต้องมนต์สาปให้แน่นิ่ง อันนี้ต้องระวังเลยนะครับ มีคนหล่อคนสวยที่เจนเวทีอยู่พวกหนึ่ง สามารถสร้างมายาจิต คือทำจิตแบบหนึ่งที่ก่อให้เกิดกระแสพาฝัน คุณจะรู้สึกว่าโลกนิ่งงันเพื่อเป็นนาทีพิเศษสำหรับการพบคู่แท้ แต่ที่จริงไม่ใช่อะไรเลย เขาหรือเธอเจอใครน่าสนใจหน่อยก็แผ่พลังพาฝันอย่างนี้กับทุกราย โดยมีความงามแห่งรูปเป็นศูนย์กลางพิธีสะกดจิต ถ้าใครรู้ไม่ทันก็เสร็จ เจอบ่วงเสน่ห์คล้องคอหนีไปไหนไม่รอด ต้องเฝ้าคิดถึงอย่างทุรนทุรายตั้งแต่เช้ายันค่ำ! ชีวิตคนบางคนเหมือนความฝัน ไม่ควรที่จะเอาความจริงในชีวิตคุณไปยุ่งด้วย เพราะจะลงเอยเป็นชีวิตครึ่งหลับครึ่งตื่น หาความสุขที่แท้จริงไม่เจอ สิ่งที่ทำให้คนเรา ‘ติดกับ’ ตั้งแต่เริ่มต้นนั้น นอกจากความงามแห่งรูปแล้ว ก็เห็นจะได้แก่ความ ‘ดูดีไปหมด’ หรือคุณสมบัติที่ถูกใจ อะไรๆแบบที่เคยอยากได้มารวมอยู่ในเขาหรือเธอ ในโลกความจริง อะไรที่ดูดี ดูเกินๆจริงนั้น มักเป็น ‘กับดัก’ มากกว่า ‘รางวัล’ คุณหลงดีใจว่าตะครุบรางวัล แต่ที่สุดอาจต้องแหกปากร้องด้วยความเจ็บปวด เมื่อพบในภายหลังว่าที่แท้มันเป็นเพียงกับดัก! ถ้าถูกใจเสียอย่าง คนเราพร้อมจะเชื่อง่ายอยู่แล้ว เขาสร้างภาพอะไรให้มองก็เชื่อว่าเห็นตัวจริงของเขาแล้วจากภาพนั้น เหล่ามนุษย์มักตาบอดเพราะชอบทึกทักเอาเองว่าเห็นอะไรมา และที่ตาจะสว่างได้ก็เพราะยอมทบทวนดีๆว่ามีอะไรให้เห็นบ้าง ความไม่มีญาณหยั่งรู้จะทำให้คุณมองคนจากหน้า ตาและวาจาในช่วงแรกคบ ซึ่งถ้ากรรมเก่าในชาติก่อนของเขาดี เกิดมาชาตินี้ก็จะดูดีน่าเชื่อถือ แต่คุณจะทราบว่ากรรมใหม่ของเขาเหมือนเดิมหรือต่างไป ก็ต้องคุยกันนานๆ เห็นพฤติกรรมไปนานๆ อย่าเพิ่งด่วนสรุปตั้งแต่ช่วงต้น การจะดูว่าใครเป็นนักสร้างภาพ ชอบพูดอะไรให้ตัวเองดูดีนั้นไม่ยาก เพราะนักสร้างภาพมักพูดไม่เป็นธรรมชาติ อยู่ใกล้แล้วอึดอัด หรือแสดงพฤติกรรมขัดแย้งกับคำพูดอันสวยหรูของตนเสมอๆ แต่ความเข้าข้างตัวเองของคุณอาจช่วยให้งาน ของนักสร้างภาพราบรื่นขึ้น ยกตัวอย่างง่ายๆที่เห็นกันมาก คือถ้าคนเจ้าชู้มาบอกว่าจะเลิกเจ้าชู้เพื่อคุณ ความโน้มเอียงก็คือคุณจะภูมิใจและอยากเชื่อเขา ในขณะที่คนทั้งโลกเห็นอย่างชัดเจนว่าไม่มีทางเป็นไปได้ และที่สุดของที่สุดนะครับ เขาสร้างภาพไม่น่ากลัวเท่าคุณสร้างภาพให้เขาเอง อย่างเช่นไปเหมาว่าเขาแสนดีอย่างนี้ ทึกทักว่าเธอสูงส่งปานนั้น คุณสมบัติแบบเทพบุตรเทพธิดาในฝันอันใดที่คุณอยากเจอ คุณประเคนให้ใครคนหนึ่งหมดสิ้น แบบนี้จะตาสว่างยาก เพราะต่อให้เขาสารภาพกับปากว่าตนเองเลวทรามต่ำช้าสามานย์ปานงูเห่า คุณก็จะชมว่าเขาช่างถ่อมตัวไปเสียนั่น เมื่อทำความรู้จักกับใครคนหนึ่ง ให้ตั้งการ์ดไว้เลยว่าตัวตนของคนๆนั้นสร้างขึ้นจากกรรมขาวและกรรมดำ ถ้าใครสามารถทำแต่กรรมขาวอย่างเดียว ไม่ต้องทำกรรมดำเลย ก็คงไม่ต้องมาเกิดเป็นมนุษย์แล้ว หลุดพ้นจากความเป็นมนุษย์แล้ว เมื่อคิดได้อย่างนี้คุณจะได้ไม่ตั้งความคาดหวังในคนๆหนึ่งไว้สูงจนเกินจริง และที่สำคัญคือจะได้ไม่ต้องหลงภาพฝันที่วาดขึ้นเอง หลงหัวปักหัวปำเอง แล้วผิดหวังช้ำใจเอง สรุปคือถ้าปักใจว่าใครใช่เพราะ ‘ดีไปหมด’ ให้ชะลอการตัดสินใจไว้ก่อน และบอกกับตัวเองว่าถึงตอนนี้คุณเห็นสิ่งดีๆที่ทำให้รู้สึกว่าเขาใช่แล้ว ขอเวลาอีกสักนิดเพื่อมองให้เห็นข้อติที่จะทำให้รู้สึกว่าเขาไม่ใช่เสียก่อน เพื่อที่แม้ภายหลังจะรู้ตัวว่าเลือกพลาดก็จะได้ไม่เสียใจมาก เพราะเห็นทั้งด้านดีด้านร้ายของคนรักตามจริงแล้ว เตรียมใจไว้ล่วงหน้าแล้ว ไม่ใช่ลุ่มหลงมัวเมาแบบลืมหูลืมตาไม่ขึ้นท่าเดียวเสียเมื่อไหร่ การพยายามค้นหาคนไร้ที่ติ ไร้ข้อเสียใดๆ คือการหลงงมเข็มที่ไม่เคยตกลงไปในมหาสมุทร ความรักมากมายล้มเหลวก่อนที่จะเริ่มต้นจริงจังด้วยซ้ำ เหตุผลคือไม่อาจทนข้อเสียใหญ่น้อยของอีกฝ่ายไหว ธรรมดาของคนเรานี่นะ ขอให้อยู่ใกล้ใครเถอะ จะจาระไนได้หมดแหละว่าเขาหรือเธอมีข้อเสียอันใดบ้าง แต่ให้เจอข้อดีเพียงหนึ่งเดียวนี่แสนลำเค็ญ นั่นก็เพราะข้อดีเป็นสิ่งที่ต้องค้นหา ส่วนข้อเสียไม่ต้องหาก็เห็นได้ตั้งแต่เจอหน้าตาหรือมองเนื้อตัวแล้ว หากคุณเป็นพวกรู้สึกว่าตนเองเลิศเลอสมบูรณ์แบบ ก็เท่ากับยืนอยู่ตรงใจกลางปัญหาเลยทีเดียว เพราะแนวโน้มคือคุณจะมองหาคนที่เลิศเลอสมบูรณ์แบบ ไร้ที่ติไปทุกด้าน เพื่อพบว่าคนแบบนั้นไม่เคยมีอยู่ในโลก! ทุกคนเป็นไปตามกรรม กรรมบันดาลทุกสิ่ง ทีนี้ลองดูว่ามีใครบ้างที่ทำดีได้ตลอดเวลา พูดดีได้ตลอดเวลา คิดดีได้ตลอดเวลา และ เพราะไม่อาจคิดดี ไม่อาจพูดดี ไม่อาจทำดีได้ตลอดเวลา คนเราจึงต้องมีข้อบกพร่องทางกายบ้าง มีข้อเสียทางนิสัยบ้าง ตลอดจนกระทั่งมีชะตากรรมแย่ๆบ้าง พูดอีกอย่างหนึ่งคือหากอยากรู้ว่าทำไมคนดี พร้อมสมบูรณ์ถึงหายากนัก ก็ให้พยายามสักอาทิตย์ ลองทำดีให้ถึงพร้อมดู ห้ามใจไว้ อย่าได้คิดแย่ๆ อย่าได้พูดแย่ๆ อย่าได้ทำแย่ๆเลยสักนิด ถ้าทำได้ก็นั่นแหละครับ เมล็ดพันธุ์แห่งความเป็นคนครบสูตรไร้ที่ติในชาติหน้า แต่ถ้าทำไม่ไหว ก็ต้องถามตัวเองว่าจะให้ไม่มีส่วนแย่ในคุณหรือคนอื่นเลยอย่างไรได้? และอันที่จริงก็ไม่มีใครตอบถูกด้วยซ้ำ ว่า ‘ดีไร้ที่ติ’ เป็นอย่างไร เพราะทั้งหลายทั้งปวงขึ้นอยู่กับ ‘ความพอใจ’ เป็นหลัก สมมุติว่าคุณพบคนที่หล่อสวย รวย เก่ง ใจดีมีเมตตา แต่ดันนับถือคนละศาสนากับคุณ เท่านี้คุณก็อาจยัดข้อหา ‘งมงายหลงทางผิด’ ให้เขาหรือเธอได้แล้ว ข้อเสียที่เป็นข้อเสียจริงๆนั้น ถึงอยู่ด้วยกันนานแค่ไหน พลิกมุมมองอย่างไร มันก็เป็นข้อเสียวันยังค่ำ เพราะรบกวนหรือเบียดเบียนกันอย่างชัดเจน ยกตัวอย่างเช่นขี้เมาอาละวาด ติดพนันงอมแงม ไม่ยอมทำงาน รีดไถผัวเมีย เอะอะด่ากันก็ส่งเสียงดังแปดบ้าน ขุดพ่อล่อแม่หรือกระทั่งตบตีกันแบบไม่ยั้งมือ เหล่านี้ทุกชาติทุกภาษายอมรับตรงกัน ไม่อาจเห็นเป็นอื่น แต่ยังมีข้อเสียอีกแบบหนึ่งที่ไม่ใช่ข้อเสีย จริงๆ ทว่าเป็น ‘ข้อด้อย’ ที่คุณไม่อยากยอมรับ เช่น โครงสร้างร่างกายบางส่วนดูผิดฝาผิดตัวไม่สมส่วน หรือกระทั่งไม่สมประกอบ ทำให้คุณเกิดความอับอายขายหน้าในที่สาธารณะ ต้องเดินควงไปกับคนตัวงอไม่สง่าผ่าเผย พยายามยืดหลังให้ตรงก็ได้เดี๋ยวเดียว เป็นต้น โจทย์คงไม่ใช่เห็นข้อเสียหรือข้อด้อยอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วคิดว่าจะเอาดีหรือไม่เอาดี แต่ คุณต้องรวมข้อเสียและข้อด้อยใหญ่น้อยทั้งหมดของเขามาชั่งน้ำหนัก ว่าผลักดันให้คุณอยากออกห่าง หรือว่ายังไม่อาจเทียบกับความรู้สึกดีๆที่เขาดึงดูดคุณไว้ได้ เอาง่ายๆ ตอนคุณคิดถึงเขา คุณคิดถึงข้อดีหรือติดข้องอยู่กับข้อเสียของเขามากกว่ากัน นั่นแหละคือน้ำหนักที่ใจคุณชั่งเอาไว้ตอบตัวเองแล้ว โดยไม่ต้องมานั่งแยกแยะเป็นข้อๆด้วยซ้ำ สรุปคือไม่ว่ากับใคร คุณก็ต้องมานั่งชั่งน้ำหนักข้างดีข้างร้ายเช่นนี้เสมอ ส่วนคุณจะเลือกใคร คำตอบอยู่ที่หัวใจของคุณ ไม่ใช่ข้อเสียของเขา! คู่รักจะเอาใจใส่อีกฝ่าย ส่วนคู่เวรจะเอาแต่ใจตัวเอง สิ่งที่คนเพิ่งรักกันดูเหมือนน่าจะมีคือความพร้อมจะรัก แต่สิ่งที่ทุกคนมีอยู่แน่คือความพร้อมจะร้าย! เมื่อใดคนสองคนเริ่มรักกัน ก็แทบรอดูได้เลยว่าใครจะเป็นฝ่ายเอาเปรียบ และใครจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ หรือหนักกว่านั้นคือรอดูไปเถอะว่าใครจะรังแกใคร พฤติกรรมที่เห็นได้ทั่วไปเมื่อตกลงปลงใจเป็นคู่รักกันแล้ว จะประมาณว่า… ข้าทำกร่างได้ แต่แกห้ามทำ! ข้าพูดบ่นได้ แต่แกห้ามพูด! ข้าคิดนอกใจได้ แต่แกห้ามแม้จะแอบคิด! เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? นั่นเป็นเพราะหญิงชายส่วนใหญ่เป็นคู่รักกันแต่ในนาม ที่ ถูกจะต้องเรียกว่าเป็นคู่เวรมากกว่า คืออยู่กันเพื่อผูกเวร หรืออยู่กันเพื่อเป็นภัยต่ออีกฝ่าย อย่างมากก็แค่เอาความรักความหวานชื่นนิดๆหน่อยๆมาบังหน้าพอเป็นพิธี คู่เวรเกือบร้อยทั้งร้อยแทบจะก๊อปมาจากพิมพ์ เดียวกัน นั่นคือแรกๆอะไรดูดีไปหมด จ๊ะจ๋าตลอด แต่เมื่อไรชักเริ่มชิน กลายเป็นของตายในมือแล้ว ฝ่ายที่ถือไพ่ในมือเหนือกว่าจะเริ่มออกลายก่อน! พูดให้ฟังง่ายนะครับ ส่วนที่ดีในตอนแรกมักแย่ลงในตอนหลัง แต่ส่วนแย่ที่แพลมๆไว้ตั้งแต่ในช่วงแรก มักยิ่งแย่หนักขึ้นอีกในช่วงต่อๆมา ฉะนั้น ถ้าจะดูคนก็ให้จับตาดูตั้งแต่ช่วงแรกนั่นแหละ เขาเอาเปรียบคุณอย่างไรบ้าง? คุณทนให้เขาเอาเปรียบแบบนั้นได้ไหม? อย่าฟังคำสัญญิงสัญญาว่าจะค่อยๆปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น เพราะจากสถิติแล้วน้อยมากที่จะทำได้ตามสัญญา แท้จริงแล้ว ‘คู่รัก’ ตามความหมายดั้งเดิม คือคู่หญิงชายที่หาได้ยาก มีความเสมอต้นเสมอปลายที่จะเอาใจกันตั้งแต่เริ่มคบหาจนตายจาก แน่นอนครับว่าไม่มีใครทำอะไรให้กันเท่าเทียมเป๊ะๆ แต่อย่างน้อยก็ต้องเท่าเทียมทางความรู้สึก คือทำให้แต่ละฝ่ายรู้สึกว่าเป็นคนรักของกันและกัน ไม่ใช่ปล่อยให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าฉันจะเอาแกเป็นขี้ข้าล่ะ! ฉันจะเอาเธอเป็นนางบำเรอล่ะ! แล้วขอทีนะครับ เรื่องลองใจ อยากทดสอบดูว่าเขาหรือเธอจะห่วงคุณแค่ไหน ทำอะไรเพื่อคุณได้มากเพียงใด ประเภทจะดูว่ายอมทิ้งเพื่อนเพื่อไปกับคนสำคัญอย่างคุณหรือเปล่า อย่าได้ทำเลยเป็นอันขาด เพราะค่าของคุณจะค่อยๆหมดไปกับความเห็นแก่ตัว ที่คุณแสดงออกมาแต่ละครั้ง อยากให้เขาเอาใจ แต่ไม่เคยเอาใจเขามาใส่ใจตน อยากให้เขาเห็นค่าของคุณเกินใคร แต่ไม่เคยเห็นค่าของเขาเกินคนใช้ที่ต้องคอยกุมเป้าเฝ้าบริการ! สรุปคือหาคนที่เขาเอาใจใส่เทคแคร์คุณตั้งแต่เริ่มคบกันก็ดี เพราะถ้าตั้งต้นขึ้นมาไม่เอาใจ แนวโน้มคือเขาจะไม่เอาใจคุณเลยตลอดไป และ ในทางกลับกัน คุณสามารถรู้ใจตัวเองว่า ‘จริง’ กับเขาแค่ไหน ก็ตรงความเอาใจใส่ที่มีให้เขานี่แหละ เพราะความรักจะขับดันให้คุณอยากเอาใจใส่เสมอ ถ้าไม่มีแก่ใจอยากทำอะไรให้เขาหรือเธอเลย ก็แปลว่าความรักอาจไม่ได้อยู่ตรงนั้นตั้งแต่ต้นแล้ว รักคนมีเจ้าของอย่ามองหน้า อยากหายบ้าให้จ้องเท้า ถ้าตัวเลือกของคุณมากนัก การเจอคนมีเจ้าของแล้วนับว่าดีเหมือนกัน คือสบายใจได้เลยว่าไม่มีสิทธิ์แน่ คัดออกไปไม่ต้องเอามาเป็นหนึ่งในตัวเลือกได้เลยแน่ๆ! อย่าตั้งความหวังรอ อย่าให้ความหวังเขา และอย่าทำตัวเป็นตัวแปร คุณกำลังหาคนที่ใช่ ฉะนั้นอย่าหลงหวังรอแบบผิดๆ ตอกย้ำทำความเข้าใจกับตนเองว่า คนที่ใช่จะมาเจอกันในเวลาที่คุณไม่มีสิทธิ์ได้อย่างไร? คบไปรังแต่จะมุ่งหน้าสู่ดงงิ้วกันเปล่าๆ! จริงอยู่ครับ มีอยู่จริงๆ ที่เป็นคู่บุญติดตามกันมาหลายภพหลายชาติ แต่ดันไปเป็นของคนอื่นเสียก่อน แล้วก็ต้องเกิดความทรมานใจกัน แต่ขอให้จำไว้เถิด ต่อให้ครองคู่กันมาเป็นล้านชาติ ก็หาได้ทำให้ชาตินี้ ‘ใช่’ เหมือนชาติอื่นๆไม่ ในเมื่อพลัดไปมีเจ้าของเสียก่อนแล้ว ให้เร่งรู้ตัวไว้เสียว่าบาปบางอย่างที่ทำไว้ร่วมกัน สกัดกั้นไว้ไม่ให้ร่วมเรียงเคียงกันอีกในชาตินี้ เพื่อ ล่อลวงให้พวกคุณประพฤติผิดประเวณีกัน หรืออ้อนวอนให้อีกฝ่ายทรยศคู่ครอง ซึ่งเท่ากับเป็นการเพิ่มน้ำหนักบาปให้ความสัมพันธ์ข้ามภพข้ามชาติเข้าไปใหญ่ คนเราเข้าคู่กันก็ด้วยกำลังบุญ แล้วก็แยกคู่กันด้วยกำลังบาป คุณจะครองคู่กันเป็นสุขด้วยหนทางแห่งบาปเวรได้อย่างไร เว้นแต่พวกเขาจะเลิกกันเอง โดยคุณไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆแม้ส่งสัญญาณยักคิ้วหลิ่วตาใดๆ อันนั้นค่อยเป็นอีกเรื่อง นอกเหนือจากนั้นแล้วนะครับ ใส่เกียร์ถอยลูกเดียว ห้ามล่วงล้ำไปข้างหน้าอีกแม้แต่หนึ่งคืบ! หากปวดแสบปวดร้อน ทรมานใจเพราะต้องเจอหน้ากัน ก็ให้พิจารณาว่าใบหน้าคนเราเป็นศูนย์กลางความดึงดูด จ้องมองใกล้ๆหรือแอบมองห่างๆรังแต่จะทรมานเปล่า ให้เปลี่ยนเป็นจดจ้องเท้าเขาหรือเธอให้มากๆ ภาพที่กระทบตาจะได้กระแทกใจบ่อยๆว่าคุณกำลังใฝ่ต่ำ หาเรื่องใส่ตัว และอาจโดนอวัยวะเบื้องล่างของใครกระทืบเอา นานไปพอไม่เห็นหน้า เห็นแต่เท้าอยู่เรื่อย ใจคุณก็เลิกยึดมั่นถือมั่น คลายมนต์สะกดแห่งบาปเวรที่ผูกมัด กลายเป็นอิสระโล่งอกไปได้เองครับ สรุปคือคนมีเจ้าของไม่ใช่คนที่ใช่แน่ๆ ถ้าคุณฝืนจะยื้อมา ก็เท่ากับเอาคนที่ไม่ใช่มาบดบังคนที่ใช่ ซึ่งอาจกำลังเดินตามหลังมาแค่ไม่กี่ก้าวก็ได้ คู่เทียมเจอเมื่อไหร่ก็ได้ แต่คู่แท้ต้องเจอในจังหวะที่พร้อมจะรักกันจริงเท่านั้น ถ้าคุณเคยอ่านหนังสือเล่มเดียวสองรอบแล้ว รู้สึกต่างกัน ราวกับอ่านหนังสือคนละเล่ม รอบแรกรู้สึกว่าไม่เห็นจะเอาไหน แปลกใจทำไมใครต่อใครถึงชอบกัน แต่รอบที่สองกลับรู้สึกมีอารมณ์ร่วม ยิ่งอ่านยิ่งตาสว่าง ประสบการณ์ทำนองนี้แหละที่เป็นตัวอย่างบอกคุณได้ว่า คนเราไม่พร้อมจะรับสิ่งมีค่าเสมอไป ถ้าเห็นค่าของคนที่มีค่าไม่ได้ คุณก็จะไม่มีวันเจอคนที่ใช่เลย ต่อให้เขาหรือเธอนั่งอยู่ตรงหน้าก็ตาม และนั่นก็ทำให้คนจำนวนมากต้องมานั่งเสียดายอดีต เฝ้าย้ำคิดอยู่เสมอว่าขอเพียงเจอคนบางคนอีกครั้ง จะเทคแคร์เขาหรือเธอสุดชีวิต จะไม่ปล่อยให้หลุดมือไปซ้ำสองอีกอย่างเด็ดขาด แต่นั่นแหละ เวลาเป็นสิ่งย้อนทวนไม่ได้ เมื่อครั้งนั้นไม่พยายามรักษาเขาหรือเธอไว้ ปล่อยให้หลุดมือไปแล้ว ก็สายไปแล้ว นี่คือข้อคิดควรจำที่จะทำให้คุณปลงตกนะครับ ถึงคนใช่ แต่เวลาไม่ใช่ ก็แปลว่าไม่ใช่! เวลาที่ใช่ของแต่ละคนต่างกัน หากคุณเป็นเด็กหนุ่มที่หาเงินใช้เองได้ตั้งแต่อายุ ๑๗ ก็แปลว่าคุณพร้อมจะรับผิดชอบครอบครัวตั้งแต่ยังวัยรุ่น แต่หากคุณเป็นชายวัย ๔๐ แล้วยังต้องแบมือขอตังค์พ่อแม่ ไม่มีหลักแหล่งพักพิงอาศัยของตนเอง ต้องอาศัยบ้านญาติอยู่ แถมยังขี้เกียจตัวเป็นขน อย่างนี้แปลว่านานแค่ไหนคุณก็ไม่พร้อมจะพบรักแท้เอาเลย เพราะแม้มีเมีย เมียก็จะอยู่กับคุณแบบหมดอาลัยตายอยากไปวันๆ ไม่อาจอยู่ร่วมกันด้วยความรู้จักรักเป็นแน่ หรือถ้าคุณเป็นผู้หญิงที่กำลังอยู่ในช่วง กร้านโลก คบทั่วมั่วแหลก ไม่มีแก่ใจมองโลกในแง่ดี อารมณ์ปรวนแปรผันผวน เอาแต่ใจตัวสุดๆ เห็นบรรดาชายหน้าโง่เป็นตู้เอทีเอ็มอย่างเดียว แบบนี้อยู่กับใครเขาก็อยากทิ้งภายในสามวันเจ็ดวันครับ ต่อให้แรงดึงดูดทางเพศสูงขนาดไหนก็เถอะ ผู้หญิงดีๆส่วนใหญ่ฝันอยากมีรักเดียว เป็นของผู้ชายคนเดียวไปตลอดชีวิต ไม่อยากเป็นของเล่นที่ถูกเปลี่ยนมือไปเรื่อย แต่ในโลกความเป็นจริง ความขาดประสบการณ์ในเรื่องรักๆใคร่ๆจะทำให้ทั้งชายทั้งหญิงไม่รู้ประสีประสา คือยังดิบๆอยู่ นึกว่ามีอีกฝ่ายไว้เอาใจตัวเอง ผ่อนปรนประนีประนอมไม่เป็น เห็นอะไรขัดหูขัดตาจะดูคอขาดบาดตายไปหมด ฉะนั้น ควรทำใจยอมรับความจริงกัน น้อยเท่าน้อยครับในโลกนี้ ที่เจอแล้วปิ๊งกันตั้งแต่เด็ก อยู่คู่ไม่แยกจากกันเลยจนตาย คือมีนะครับ ไม่ใช่ไม่มี แต่อย่าหวังว่าจะแจ็คพอตเป็นคุณกับคนรัก ทำนองเดียวกับที่ไม่ควรหวังให้มากนักว่าจะถูกล็อตเตอรี่นั่นแหละ ประสบการณ์ทางความรักในอดีต จะเป็นทั้งบทเรียน เป็นทั้งแบบฝึกหัด หรือเป็นทั้งการสอบไล่เพื่อผ่านมาถึงตัวจริง กล่าวคือพอถึงเวลาเจอตัวจริง คุณจะเป็นผู้ใหญ่พอ หรืออย่างน้อยต้องมีความคิดอ่านมากพอจะรู้ว่าคนที่มีค่าสำหรับคุณ คือคนที่เหมาะสมกับคุณ และจะทำให้คุณเป็นสุขในระยะยาว ไม่ใช่เอาแต่ฝันแบบเด็กวัยรุ่นว่าคู่ของฉันจะต้องจ๊าบสุด เดินควงแล้วเพื่อนๆอิจฉาตาร้อนกันใหญ่อะไรทำนองนั้น สรุปนะครับ ถ้าคุณกำลังเป็นลูกแหง่ กำลังเป็นเด็กขี้แย กำลังช่างฝันจะเอาแต่อะไรดีๆ กำลังใจแกว่งง่ายเห็นใครดีกว่าก็ชอบกว่า กำลังเที่ยวแบมือขอตังค์ใครต่อใคร หรือหนักกว่านั้นคือกำลังเป็นบ้า กำลังขี้เมา กำลังอยู่ในบ่อนพนันไม่เห็นตะวันและดาวเดือน อย่างนี้ไม่ใช่จังหวะเหมาะจะเจอคนที่ใช่หรอกครับ คนที่ใช่อาจเป็นแรงบันดาลใจให้คุณเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ แต่เขาจะไม่มาในเวลาที่คุณยังอยากย่ำอยู่กับที่เป็นอันขาด ถึงตรงนี้ คุณคงพอเห็นเป็นแนว ว่าเขาหรือเธอที่คุณรักอาจไม่ตรงกับเจ้าชายเจ้าหญิงในความฝันของคุณเลยแม้ แต่นิดเดียว เพราะฉะนั้นอย่าเริ่มกวาดตาหาคนที่เหมือนฝัน แต่ให้มองดูคนที่มาในเวลาเหมาะด้วยความใจเย็น แล้วที่สำคัญนะครับ อย่าให้เสียงนกเสียงการอบข้างมีอิทธิพลกับการตัดสินใจของคุณ แต่ ขณะเดียวกันก็อย่าละเลยเสียงทักของเพื่อนแท้ ให้รับฟังและเก็บไว้เป็นข้อมูลภายนอก แล้วนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลอันได้จากประสบการณ์ตรง จึงค่อยชั่งใจ กับทั้งตัดสินใจด้วยตนเองว่าคุณจะเอาแน่ไหม เพราะที่เหลือต่อจากนั้น คุณเองนั่นแหละที่จะต้องรับผิดชอบทั้งหมด! ที่กำลังจะกล่าวต่อไป น่าจะช่วยให้คุณชั่งใจได้อย่างมีหลักเกณฑ์มากขึ้นครับ http://dungtrin.com/mag/?53.love บทที่ ๒ สร้างเสน่ห์ - เสน่ห์แห่งความคิดบทที่ ๒ เสน่ห์แห่งความคิด คนที่เอาแต่คอยความรักจะไม่เจอความรักไปจนตาย ส่วนคนที่เฝ้าแต่สร้างความรักจะรู้จักความรักในสามวันเจ็ดวัน! ไม่มีใครที่ไม่คิด แต่คิดแล้วเกิดอะไรขึ้นบ้าง นั่นแหละที่ไม่รู้กัน เกือบร้อยทั้งร้อยเข้าใจว่าแค่คิดคงไม่เป็นไร เพราะมันอยู่ในหัวเรา ไม่ได้รบกวนใคร แท้จริงแล้วผิดถนัด! แค่คุณคิดฟุ้งซ่าน ก็มีคลื่นความปั่นป่วนกระจายออกมาแล้ว แค่คุณคิดอาฆาตพยาบาท ก็มีคลื่นความร้อนผะผ่าวออกมาแล้ว ความปั่นป่วนและความร้อนล้วนเป็นคลื่นรบกวนคนรอบข้างทั้งสิ้น เคยไหม เห็นใครเดินเข้ามาแล้วคุณนึกรำคาญทันที ทั้งที่เขายังไม่ทันพูดจารบกวนคุณสักคำ? นั่นแหละอาจเป็นตัวอย่างของพวกฟุ้งซ่านจัด เขาพาคลื่นรบกวนติดตัวไปด้วยทุกหนทุกแห่ง และทันทีที่คุณมอง หรือทันทีที่คุณรู้สึกถึงเงาร่างของเขาในระยะใกล้ แค่นั้นก็เป็นความระคายพอจะทำให้เกิดความกระวนกระวายขึ้นมาได้แล้ว ทุกคนอยากหลีกหนีออกห่างความฟุ้งซ่านและความ เร่าร้อน ไม่อยากให้มันเกิดกับใจตนเอง และไม่อยากอยู่ใกล้คนที่ปล่อยคลื่นแย่ๆอย่างนี้ออกมา แต่ก็นั่นแหละครับ เกือบทุกคนบนโลกใบนี้ ต่างพากันขยันสร้างเหตุแห่งความปั่นป่วนและความเร่าร้อนกันทุกวัน บางคนตั้งแต่เกิดมาหาความชำนาญเรื่องอื่นไม่ได้ เพราะชำนาญอยู่เรื่องเดียวคือฟุ้งซ่าน ถ้าจัดประกวดคงหาแชมป์ยาก เพราะหามือโปรง่าย ความฟุ้งซ่านมาจากไหนกัน? คำตอบที่ฟังง่ายเหมือนเอากำปั้นทุบดินคือ ‘มาจากความไม่สงบใจ!’ แล้วที่ไม่สงบใจเพราะอะไร? คำตอบคือเพราะความอยากโน่นอยากนี่ไม่รู้จบ! ทีนี้ลองตรองดูนะครับ ถ้าวันๆคุณเอาแต่รอคอยความรักด้วยความทรมานใจ คอยจ้องแต่จะอิจฉาริษยาคนที่เขาควงคนหล่อคนสวยไปดูหนังและเที่ยวทะเลกัน อะไรจะเกิดขึ้น? แน่นอน! สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือคลื่นรบกวนที่กระจายออกมาอย่างเข้มข้น และยิ่งคุณเสพติดนิสัยคิดมาก เอาแต่จ้องริษยาคนอื่น ความปั่นป่วนร้อนๆก็จะยิ่งทวีตัวหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆตามวันเดือนปีที่ผ่านไป ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้น เพียงเดินเฉียดคนที่คุณปิ๊ง เขาก็อยากเบือนหน้าหนี ‘ของร้อน’ แล้วจริงไหม? ต่อให้คุณคบใครอยู่นะครับ ความอิจฉาริษยาและความไม่พอใจในสิ่งที่ตนมี ก็จะทำให้คุณติดอยู่ในวังวนของการรอคอยไม่รู้จบ พูดง่ายๆคือทั้งชีวิตของคุณจะไม่รู้จักรสแห่งความรัก มีอยู่รสเดียวที่รู้จักดีคือการรอคอยที่ไม่เคยสมหวัง! ความจริงก็คือพวกเราลิ้มรสแห่งความรักได้โดยไม่ต้องรอคอยให้ใครมาถึงตัวเสียก่อน เพียงคุณตั้งความคิดไว้ในทิศทางที่จะปรารถนาดีกับคนอื่นได้ คุณก็อยู่กับความรักเดี๋ยวนั้นแล้ว หลายคนฟังแล้วส่ายหน้าพะอืดพะอม เพราะแค่นึกก็รู้สึกแล้วว่าตนเองคงคิดปรารถนาดีกับใครไม่ลง ในเมื่อผู้คนเต็มไปด้วยความน่าหมั่นไส้ น่าโกรธ และกระทั่งน่าเกลียดชังปานนี้ แถมตัวเองก็สะสมความหมั่นไส้ ความโกรธ และความเกลียดมาแต่เกิด จะให้แกล้งคิดปรารถนาดีกับใครต่อใคร คงเหลือวิสัยที่จะทำ ก็นั่นน่ะซีครับ อย่าไปแกล้งปรารถนาดีซิ! ผมกำลังพูดถึงการมีความปรารถนาดีจากใจจริงอยู่ต่างหากล่ะ และต่อไปนี้ก็จะเป็นวิธีฝึกปรารถนาดี โดยอาศัยความเป็นคนขี้หมั่นไส้ มักโกรธ และเกลียดง่ายของคุณนั่นแหละ เอามาเป็นตัวตั้งในการเริ่มฝึก! ๑) เมื่อหมั่นไส้ ทันทีที่รู้สึกตัวว่าหมั่นไส้ใคร ให้หมั่นไส้ต่อไป! แต่ให้เลิกใช้สายตามองบุคคลผู้เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความหมั่นไส้ แล้วใช้ใจทำความรู้จักกับภาวะหมั่นไส้ตรงๆ คือดูว่าความหมั่นไส้ให้ความรู้สึกทางใจอย่างไร ชั่วขณะหนึ่งคุณจะรู้สึกเหมือนคนเพิ่งกินน้ำมันหมูเลี่ยนๆ หรือเกิดความอึดอัดแบบที่น่าระอา ตรงนั้นใจคุณจะเลิกยึดความหมั่นไส้ ทิ้งความหมั่นไส้ไปเองโดยไม่แกล้ง ยิ่งทำบ่อยก็จะยิ่งเห็นความหมั่นไส้หายไปเร็วขึ้นทุกที ย้ำว่าอย่าไปพยายามทำให้มันหายไปนะครับ ปล่อยให้ใจหมั่นไส้ไป เราแค่ทำความรู้สึกถึงมันตรงๆเท่านั้น ๒) เมื่อโกรธ ทันทีที่รู้สึกตัวว่าโกรธใคร ให้ดูว่าโกรธแรงแค่ไหน ถ้าถึงขั้นอยากด่าหรืออยากทุบสักอั้กก็ให้ห้ามใจไว้ อย่าด่า อย่าลงมือ เก็บไว้ในอกนั่นแหละ ทำอกให้เหมือนตู้นิรภัยที่ระเบิดลั่นก็ไม่มีเสียงเล็ดรอดออกมาถึงข้างนอก จากนั้นให้นับดูสนุกๆแบบรู้อยู่คนเดียว ว่าเกิดการระเบิดอยู่ในอกกี่ครั้ง แต่ละครั้งแรงหรือเบาต่างกันเพียงใด ถ้าปล่อยให้ระเบิดมันดังเปรี้ยงปร้างออกมา ทางปากหรือทางมือไม้ คุณจะไม่เหลือสติไว้ดูอะไรเลย แต่ถ้ามันระเบิดอยู่ในอก คุณจะค้นพบว่ามันไม่ทำให้คุณถึงตาย และที่สำคัญคือสติที่รู้เห็นระเบิดในอก จะช่วยให้คุณไม่ต้องเก็บกดด้วย แต่หากความโกรธของคุณไม่แรงนัก เพียงอยู่ในระดับหงุดหงิด คิดด่าอยู่ในใจ ยังไม่อัดอั้นขนาดต้องทำปากขมุบขมิบหรือชักสีหน้าใส่เขา อันนี้ให้ดูเฉยๆ อย่าห้ามใจไม่ให้หงุดหงิด อย่าไปเร่งให้หายหงุดหงิดเร็วๆ แล้วก็อย่าเผลอคิดถึงเรื่องต้นเหตุ กระทั่งความหงุดหงิดมันกระพือขึ้นเป็นฟืนเป็นไฟใหญ่โต เริ่มต้นมีควันไฟแค่ไหนก็ปล่อยให้มันคลุ้งอยู่แค่นั้น แล้วในที่สุดมันจะหายไปให้ดู ฝึกอยู่อย่างนี้ ไม่ว่าจะโกรธหนักหรือโกรธเบา จิตของคุณจะกลายเป็นนักดูความโกรธ คุณสมบัติเด่นของนักดูความโกรธคือไม่ถูกความโกรธครอบงำ แล้วก็ไม่พยายามครอบงำความโกรธด้วย กระทั่งเหมือนแยกกันเป็นคนละฝ่าย ฝ่ายหนึ่งโกรธให้ดู อีกฝ่ายหนึ่งรู้ความโกรธไป สรุปให้จำง่ายๆคือ ถ้าอยากพูดด่าหรือ อยากลงมือทำร้ายใคร ตอนนั้นความโกรธมีไว้ห้าม ไม่ใช่มีไว้ดู แต่ถ้าแค่หงุดหงิดคิดไม่ดีกับใคร ตอนนั้นความโกรธมีไว้ดู ไม่ใช่มีไว้ห้าม ๓) เมื่อเกลียด ทันทีที่รู้สึกตัวว่าเกลียดใคร ให้ระลึกว่าคุณผูกใจเจ็บแล้วนะ คุณเก็บเชื้อโรคทางวิญญาณไว้กัดกินตัวเองแล้วนะ มองให้เห็นโทษของความเกลียด มองให้เห็นว่าผูกใจเจ็บแปลว่าเจ็บที่ใจตัวเองนาน แล้วคุณจะตระหนักว่าความเกลียดเป็นโรคทางใจโรคหนึ่ง คุณกำลังเป็นโรค! บอกตัวเองซ้ำๆไปอย่างนี้เลยครับ จะพูดออกปากให้ชัดถ้อยชัดคำเลยก็ดี พูดจนกว่าใจจะได้ยินจริงๆ ชีวิตเป็นของยากครับ วันๆเจอแต่คนทำเรื่องไม่น่าพอใจให้เก็บมาคิด แต่ต่อให้คิดถึงขั้นจ้างหมอผีปล่อยของเข้าท้องศัตรู ก็ไม่แน่ว่าจะทำให้ศัตรูเป็นทุกข์หรือเปล่า ที่แน่ๆคือสุขภาพของคุณจะเลวลงทุกที โดยเฉพาะถ้าเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจและระบบประสาทอยู่ ไม่ว่าอาฆาตมากหรือน้อยก็จัดเป็นของแสลงทั้งนั้น เพราะมันทำให้ความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจสูงขึ้น แม้กระทั่งกล้ามเนื้อก็พลอยเกร็งและบั่นทอนความสามารถในการควบคุมตนเองลง หลักฐานแสดงอยู่ทนโท่ โรคทางใจลามเป็นโรคทางกายได้ เพียงเท่านี้ก็ควรที่คุณจะฉุกคิดได้ว่า ศัตรูของคุณไม่ใช่คนอื่นที่คิดร้ายกับคุณ แต่เป็นความคิดร้ายของคุณเองที่มีต่อคนอื่นต่างหาก! ความตระหนักจะทำให้คุณเลิกเข้าใจผิดคิดว่า ความแค้นอยู่ส่วนหนึ่ง หัวใจและกล้ามเนื้ออยู่อีกส่วนหนึ่ง เป็นต่างหากจากกัน เหมือนคุณตกเข้ามาอยู่ในเครื่องลงทัณฑ์เครื่องหนึ่ง ซึ่งพร้อมจะบีบให้คุณร้อง หรือกระทั่งบดขยี้ให้คุณตาย ขอเพียงทำผิดกติกา ปล่อยความแค้นให้ครอบงำจิตใจนานพอ เมื่อเป็นโรคแล้วทำไมไม่อยากหายจากโรค? คุณหวงโรคด้วยหรือ? ไม่เลย! ทุกคนอยากหายจากโรค อยากกลับมีกำลังวังชากันมิใช่หรือ? ตรงจุดของการเห็นเช่นนี้แหละที่จิตจะมีพลังแห่งเหตุผลมากพอจะวางความแค้นลงเสียได้ ชั่วขณะที่จิตของคุณวางความผูกพยาบาทอาฆาตลง คุณจะรู้สึกดี รู้สึกสบาย หรือ อาจจะถึงขนาดปลงใจอโหสิกับศัตรูคู่แค้น ยิ่งแค้นหนักแล้วอภัยได้เร็วเท่าไร ก็จะยิ่งมีประมาณความรู้สึกคล้ายยกภูเขาออกจากอกเร็วขึ้นเท่านั้น ฝึกแค่ ๓ ข้อนี้แค่สักอาทิตย์สองอาทิตย์ ถึงจุดหนึ่งคุณจะรู้สึก ‘โล่งอก’ ขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ เป็นความโล่งอกสบายๆอยู่เรื่อยๆ ไม่อยากเอาเรื่องเอาราวกับใคร มีความสุขกับใจของตนเอง สบายใจกับความไม่หมั่นไส้ ไม่โกรธ ไม่เกลียดของตนเอง ตรงนั้นขอให้ทราบเถิดว่าเสน่ห์ทางจิตเริ่มเปล่งประกายแล้ว และ ณ จุดนั้นเช่นกัน ที่คุณจะสามารถเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างจิตกับความคิดได้ดีขึ้น ความคิดสามารถยกระดับจิตได้ และเมื่อจิตถูกยกระดับแล้ว วิธีคิดก็จะเปลี่ยนไปอีกแบบหนึ่ง ขอเพียงจิตของคุณไม่ยอมเป็นที่เกาะของความหมั่นไส้ ความโกรธ และความเกลียด คุณจะเห็นโลกต่างไปอย่างน่าแปลกใจ ตรงนั้นคุณจะพบว่า ความคิดที่ดีที่สุดไม่ใช่การคิดพยายามเปลี่ยนโลกทั้งใบให้ดีพร้อม แต่เป็นการยอมคิดเปลี่ยนแปลงตัวเองจากร้ายให้กลายเป็นดีต่างหาก บนเส้นทางแห่งความพยายาม วิธีคิดทั้งหมดของคุณจะยืนพื้นอยู่บนความไม่อยากเบียดเบียนใคร แม้เขาจะมาเบียดเบียนคุณก่อน คุณก็ไม่อยากเบียดเบียนตอบ และเมื่อความ คิดของคุณยืนพื้นอยู่บนความไม่อยากเบียดเบียนอย่างถาวร แต่ละคลื่นความคิดที่ส่งออกมาเป็นห้วงๆจะกระทบใจคนอยู่ใกล้ให้พลอยรู้สึกดี ตาม คุณคงเคยมีประสบการณ์มองใครสักคนแล้วทราบว่า เขากำลังคิด และแม้ความคิดของเขายังคงเป็นเพียงคลื่นลมเร้นลับอยู่ในหัว คุณก็แน่ใจว่าเขากำลังคิดในเรื่องดีงาม นั่นแหละคือตัวอย่างของคลื่นความคิดที่ส่งเสน่ห์ออกมาได้ ทั้งที่เจ้าตัวยังไม่ขยับปากพูดหรือลงมือทำอะไรเลย หมั่นสังเกตคลื่นความคิดในหัวของคุณ ว่ากำลังเป็นไปในทางสว่างหรือทางมืด แล้วคุณจะยอมรับอย่างไม่มีข้อกังขา ว่าแค่คลื่นความคิดในหัว ก็เพียงพอแล้วที่จะเป็นแรงดูดหรือแรงผลักรักแท้ให้มาหา เมื่อพบความรักในจิตของตนเอง คุณจะแทบไม่แคร์แล้วว่าเมื่อใดรักแท้ถึงจะมา แต่ใครต่อใครจะเริ่มแคร์มากขึ้น ว่าเมื่อใดคุณจะรับรักพวกเขาเสียที! ท้ายบท หวังว่าบทนี้คงทำให้คุณเลิกคร่ำครวญถามหา ความรักจากฟากฟ้าด้วยความสิ้นหวัง และหันกลับมาทวงถามหาเสน่ห์ทางกายกับเสน่ห์ทางใจจากตนเองแทน เมื่อคุณมีเสน่ห์ คุณจะมีตัวเลือกมาวางเรียงตรงหน้าเสมอ โจทย์สำคัญข้อต่อไปคือเมื่อเหล่าตัวเลือกมายืนอยู่ตรงหน้า คุณจะเลือกอย่างไรให้ได้คนที่ใช่ http://dungtrin.com/mag/?52.love บทที่ ๒ สร้างเสน่ห์ - เสน่ห์อย่างหญิงบทที่ ๒ เสน่ห์อย่างหญิง คุณอาจหลอกให้คนอื่นหลงรูปภายนอกอันสะสวย แต่ไม่มีทางหลอกให้รักตัวเองได้เลย ตราบเท่าที่รู้อยู่แก่ใจว่าภายในยังน่าเกลียดขนาดไหน เสน่ห์อย่างหญิงหมายถึงแรงดึงดูดที่ทำให้เพศ ชายสะดุดตาหรือสะดุดใจ และเมื่อกล่าวถึงเสน่ห์อย่างหญิง เกือบร้อยทั้งร้อยมักคิดถึงดวงหน้า ทรวงอก สะโพก เรียวแขน ปลีขา กับอื่นๆที่เป็นความเย้ายวนล่อตาให้น้ำลายหก และนั่นเอง ผู้หญิงส่วนใหญ่จึงคิดว่าหมดสวยเมื่อไรก็ไร้ค่าเมื่อนั้น อายุยิ่งมากขึ้นเท่าไร เหมือนยิ่งมีความผิดติดตัวที่ต้องปิดบังอำพรางซ่อนพิรุธกันมากขึ้นทุกวัน นารีมีรูปเป็นทรัพย์ และรักแท้ก็ต้องการ ‘ทรัพย์’ ดังกล่าวของผู้หญิงไม่มากก็น้อย ยิ่งรูปทรัพย์ของฝ่ายหญิงมากขึ้นเท่าใด แรงดึงดูดก็มากขึ้นตามส่วน หากปฏิเสธข้อเท็จจริงนี้ ก็เท่ากับไม่พยายามทำความรู้จักกับรักแท้ให้ถึงแก่น ผู้ชายบางคนอุตส่าห์ฉลาดมาทุกเรื่อง แต่พอเจอสาวสวยทีเดียวก็เข้าโหมดโง่ทันที ขออะไรให้หมด ถ้าโชคดีเธอรักผู้ชายคนนั้นจริงก็ลงเอยสวยเหมือนรูปร่างหน้าตาของเธอ แต่ความจริงมักไม่ใช่เช่นนั้น ผู้หญิงสวยจะรู้สึกอยู่ลึกๆว่าผู้ชายที่มาหลงรูปเธอเป็นพวกหน้าโง่ ไม่มีค่าพอให้เทใจไปรักจริง มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ผู้หญิงสวยจะพบอย่างรวดเร็ว ว่าเมื่อใดผู้ชายหลงใหลเสน่ห์แห่งรูปกายเธอ ใจเขาจะเหม่อลอยไร้สติ เหมือนเจอมนต์สะกดหรือถูกสาปให้ไม่เป็นตัวของตัวเอง ภาวะเหม่อลอยขาดสติมันเข้ากันได้กับความฉลาดเสียที่ไหน เสนอหน้าให้เห็นเมื่อไรคุณจะคิดทันทีว่าหน้าโง่ๆนี้โผล่มาอีกแล้ว เหมือนตัวคุณเป็นกับดัก และเขาก็เป็นกวางน้อยที่เข้ามาติดกับอย่างง่ายดาย แล้ววัดจากความรู้สึกของตัวเอง คุณชอบอยู่กับคนโง่กว่าหรือ? ก็อาจจะชอบอยู่หรอก แต่เอาไว้หลอกใช้นะครับ ไม่ใช่เอาไว้เป็นคู่ชีวิต! แม้จะรำคาญพวกหน้าโง่และแอบด่าอยู่ในใจแค่ไหน ผู้หญิงก็ยังภูมิใจที่มีทาสความงามเป็นบริวารเยอะๆอยู่ดี หลาย คนรู้ตัวดีว่าความภูมิใจในตนจะพอกพูนขึ้นพร้อมๆกับความรังเกียจตัวเอง มองกระจกแล้วหลงรักเงาสะท้อนที่อ่อนหวานงดงามไร้ที่ติ แต่ปิดไฟมืดเมื่อไรเป็นต้องอึดอัดกับความคิดร้ายๆที่หาดีไม่ได้ร่ำไป ความขัดแย้งในตัวเองมักดำเนินไปเรื่อยๆ ผ่านเดือนผ่านปีไปถึงจุดหนึ่ง ที่ต้องยอมรับว่าเกลียดตัวเองจนเบื่อแม้แต่เงาในกระจก ในกระจกไม่มีอะไรมากกว่าผู้หญิงหน้าตายู่ยี่ ขี้รำคาญ ไม่สบอารมณ์ไปหมด แต่งให้สวยด้วยเครื่องสำอางยี่ห้อไหน ก็ลบรอยยับอันเกิดจากโทสะไม่ได้อยู่ดี อยู่กับผู้ชายที่ทำให้เธอเกลียดตัวเอง ในที่สุดเธอจะเกลียดผู้ชายคนนั้นเข้าไส้! ฟังอย่างนี้แล้ว ผู้หญิงที่หน้าตาธรรมดาลงไปจนถึงขี้เหร่จึงไม่น่าไปตั้งความอิจฉาริษยาอะไร กับผู้หญิงสวยเกินเหตุทั้งหลาย เพราะส่วนใหญ่พวกคุณเธอก็มีปัญหาอันเกิดจากความสวยให้ต้องสะสางกันจนกว่าจะ หมดสวยนั่นแหละ สำคัญคือถ้าไม่สร้างเสน่ห์อย่างหญิงที่แท้จริงไว้แต่เนิ่นๆ พอหมดเสน่ห์ทางกายเมื่อไรก็ไร้ค่าขึ้นมาจริงๆเมื่อนั้น คุณลักษณ์เด่นแห่งความเป็นสตรีมีอยู่มากมาย หลายหลาก แต่ขอเพียงคุณมี ‘รากฐานความเป็นเทพธิดาในฝัน’ เพียงสองข้อ ก็จะลากจูงคุณลักษณ์ความเป็นสตรีอื่นๆเข้ามาเองในภายหลัง ดังนี้ครับ ๑) ความเป็นที่ฝากใจ ความเป็นที่ฝากใจเป็นภาวะที่สอดคล้องกับเพศ หญิง เพราะธรรมชาติให้ความละมุนละไมกับร่างกายมามากกว่าฝ่ายชาย หมายความว่าถ้ามองที่ร่างกาย ยิ่งใครมีสัดส่วนโค้งงอนชวนมองมากขึ้นเท่าไร ก็จะยิ่งดูน่าเอาใจไปฝากไว้มากขึ้นเท่านั้น แต่ถ้ามองกันที่จิต ก็ต้องดูกันตรงความอ่อนโยนเป็นหลัก เพราะความนิ่มนวลอ่อนโยนคือลักษณะของคนที่เป็นสุขกับตัวเองได้ เผื่อแผ่ความสุขให้คนอื่นได้ ตลอดจนปลอบใจให้ใครๆหายว้าวุ่นได้ ความอ่อนโยนจะทำให้สีหน้าของผู้หญิงสงบเยือก เย็นลง ธรรมชาติออกแบบให้ผู้หญิงดูดีที่สุดเมื่ออ่อนโยน แต่ก็ธรรมชาติเช่นกันที่เหมือนจะให้จิตผู้หญิงโน้มเอียงไปในทางแข็งกระด้าง หรืออยากอาละวาดเกรี้ยวกราด ขนาดอยู่ดีๆก็แกล้งให้ร่างกายผิดปกติ มีเลือดไหลได้ทุกเดือน ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงชวนให้เห็นอะไรขวางหูขวางตา ขนาดหมาบิดขี้เกียจยังผิด! ความอ่อนโยนที่เห็นกันง่ายๆด้วยตาเปล่าในแวบ แรก จึงถือเป็นเสน่ห์จับตาชั่วคราว ต้องรู้จักและเห็นพฤติกรรมกันสักระยะหนึ่ง คุณจึงรู้ได้ว่าผู้หญิงแต่ละคนควบคุมความโยกเยกทางอารมณ์ได้เพียงใด ความอ่อนโยนที่เห็นคือลมอ่อนต้นพายุร้าย หรือเป็นสายลมรำเพยเย็นสบายหายห่วงอย่างแท้จริง ความเป็นสายลมรำเพยนั่นแหละ คือเสน่ห์จับใจถาวร เสน่ห์อย่างหญิงในข้อนี้อาจดูยาก เรือนกายที่แบบบางน่าทะนุถนอมของเธอบางคนอาจหลอกตา เห็นยิ้มละไมแล้วชวนให้ทุกคนนึกว่าเธออ่อนหวานน่ารัก น่าหนุนตัก แต่ที่ไหนได้ เข้าใกล้เดี๋ยวเดียวนางมารร้ายเริ่มออกจากที่ซ่อน ถึงแม้ไม่มีเขี้ยวโผล่ออกมาจากเหงือก คุณก็นึกออกอยู่ในใจชัดเลยล่ะว่าเขี้ยวยักษ์และเล็บมารเป็นอย่างไร แต่บางคนมีนะครับ ที่ทำบาปไว้ในปางก่อน เช่น ชอบอาละวาดฟาดงวงฟาดงากับคนสนิท อย่างเช่นสามีหรือลูกหลาน ชาติปัจจุบันจึงถือกำเนิดในร่างร้าย หน้าตาดุดันเหมือนนางโจร ทว่านิสัยใจคอในชาตินี้เป็นพวกไม่ชอบมีเรื่องมีราว หนักนิดเบาหน่อยอภัยได้ อยู่ใกล้แล้วสบายใจเสมอ พอสนิทกับเธอสักพัก ท้ายสุดคุณจะเลิกเบะปากให้กับความ ‘ไม่สวยอย่างแรง’ ของเธอ เมื่อใดอยากเข้าหาศาลาพักใจ ใบหน้าของเธอจะลอยเด่นขึ้นมาก่อนใครเพื่อน เพื่อสร้างความเป็นที่ฝากใจให้เกิดขึ้นในตน เริ่มต้นขึ้นมาก็แค่หัดอภัยให้เป็น อย่าเก็บเรื่องที่แล้วไปแล้วมาคิดมาก อย่าเอาเรื่องไม่เป็นเรื่องมาเป็นเรื่อง แล้วที่สำคัญอย่าหาเรื่องก่อน เพศชายรบกันเองมากพอแล้ว พวกเขาจึงต้องการเขตปลอดสงครามไว้พักรบบ้าง ผู้หญิงคนไหนทำตัวเป็นเขตปลอดภัยไร้พิษสง หรือดีกว่านั้นคือเป็นเขตอภัยทานสำหรับเขา เขาก็จะรู้สึกถึงเสน่ห์น่าเข้าใกล้ ร้อนเมื่อใดเป็นต้องนึกอยากมาหาความเย็นอย่างคุณเมื่อนั้น เขยิบขึ้นมาอีกขั้นหนึ่งคือหัดรับฟังปัญหา ของคนอื่น รู้จักปลอบด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นเป็นเหตุเป็นผล อย่าถือโอกาสสั่งสอนหรือเผลอตัวใช้น้ำเสียงกดข่มให้เขารู้สึกโง่นะครับ อันนั้นนอกจากไม่สร้างแล้วยังทำลายเสน่ห์อย่างแรงด้วย เมื่อทั้งตัวของคุณกลายเป็นเครื่องผลิตความ เย็น แถมเห็นช่องทางที่จะปลอบคนอื่นให้รู้สึกดีขึ้นได้ คุณจะเป็นที่คิดถึงของคนหลายคน ความเป็นที่คิดถึง ความเป็นที่อยากฝากใจของหลายคนนั่นเอง คือเสน่ห์อย่างหญิงที่สำคัญยิ่ง ๒) ความเป็นผู้ดูแล ความเป็นผู้ดูแลคือสิ่งที่พัฒนาต่อยอดมาจากความเป็นที่ฝากใจ ถ้าใจคุณแคร์คนน้อย ก็ยากมากหรือเป็นไปไม่ได้เลยที่คุณจะมีความเป็นผู้ดูแล และภาวะผู้ดูแลก็เป็นภาวะที่สอดคล้องกับเพศ หญิงเช่นกัน เพราะธรรมชาติให้สัญลักษณ์ทางเพศเป็นฝ่ายรับฝากชีวิต หมายความว่าถ้ามองที่ร่างกาย ยิ่งใครมีเนื้อหนังอิ่มเต็มมากขึ้นเท่าใด ก็จะยิ่งเหมือนผู้ดูแลมากขึ้นเท่านั้น แต่ถ้ามองกันที่จิต ก็ต้องดูกันตรงความมีสติอยู่กับเนื้อกับตัวเป็นหลัก เพราะความมีสติอยู่ กับเนื้อกับตัว คือลักษณะของคนที่มีจิตสำนึกเอาใจใส่ผู้คนและสิ่งรอบข้างได้อย่างถูกจังหวะ ถูกเวลา กับทั้งมีความรอบคอบ ไม่ดูดาย ไม่ละเลย ความเป็นผู้ดูแลไม่ได้ตั้งต้นจากการเป็นแม่คน เพราะการให้กำเนิดทารกไม่ได้ประกันว่าคุณจะเลี้ยงใครได้ โดยที่แท้แล้ว ความเป็นผู้ดูแลตั้งต้นจากการเป็นผู้มีใจเมตตาการุณย์ ปรารถนาการให้ความอนุเคราะห์แก่คนและสัตว์จากใจจริง ในขั้นของการเป็นผู้ดูแลจึงไม่ใช่แค่พูดปลอบ คุณต้องลงมือช่วยในทางใดทางหนึ่งอย่างเป็นรูปธรรมได้ด้วย ธรรมดามนุษย์ไม่ได้อยู่คนเดียว อย่างไรต้องมีพ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ให้ฝึกปรนนิบัติดูแล เช่น หาน้ำท่าหรือเตรียมหยูกยาไว้รอบริการ แต่หากคุณถูกเลี้ยงมาให้เป็นคุณหนู หยิบจับเป็นแต่แท่งลิปสติกหรือขวดน้ำหอมมาตกแต่งตนเองให้ดูดี ก็คงสร้างเสน่ห์อย่างหญิงข้อนี้ได้ยากหน่อย ความมีแก่ใจเป็นห่วงเป็นใย เต็มใจดูแลคนรอบข้างนั้น อาจนำคุณไปสู่จิตวิญญาณแบบหมอหรือพยาบาล ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลมีเกียรติที่โลกนี้ขาดไม่ได้ ฉะนั้นอย่าแปลกใจถ้าคุณไม่ได้เป็นหมอ แต่คนที่เห็นเขานึกว่าเป็นหมอ ผู้ชายจะรู้สึกดีที่สุดกับผู้หญิงที่ดูแลเขา ได้ เป็นพลังผลักดันให้เขาพุ่งไปข้างหน้าได้ มีแก่ใจสร้างครอบครัวให้เป็นปึกแผ่นได้ ฉะนั้น หญิงที่คิดว่าสวยอย่างเดียวก็พอ รอผู้ชายรวยๆมาเนรมิตข้าทาสให้ ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องดูแลความเป็นไปในชีวิตของเขา จึงไม่รู้ตัวว่าได้มอบเสน่ห์อย่างหญิงให้กับฝ่ายชายไปเสียหมด http://dungtrin.com/mag/?51.love บทที่ ๒ สร้างเสน่ห์ - เสน่ห์อย่างชายบทที่ ๒ เสน่ห์อย่างชาย แค่ความรวยอย่างเดียว ก็อาจเป็นแรงกดดันให้หลายคนเข่าอ่อนยอมกายโดยง่าย แต่ความรวยอย่างเดียว ไม่เคยมีพลังมากพอจะบีบใครให้ใจอ่อนยอมรักได้เลย เสน่ห์อย่างชายหมายถึงแรงดึงดูดที่ทำให้เพศ หญิงสะดุดตาหรือสะดุดใจ เมื่อพูดถึงเสน่ห์อย่างชาย เกือบร้อยทั้งร้อยมักคิดถึงความกำยำล่ำสัน และผู้หญิงนั้น ถ้าไม่แกล้งอายก็ต้องยอมรับว่าสนใจองค์ประกอบสำคัญทางกายแห่งชายชาตรีมากโข อยู่ แน่นอนว่าเครื่องเพศเป็นตัวดึงดูดสายตาได้ เป็นเครื่องกระตุ้นให้เพศตรงข้ามอยากขึ้นเตียงด้วยได้ ตลอดจนเป็นผงชูรสซองสำคัญของรักแท้ได้ อันนี้เป็นความจริงประจำโลกรู้ แต่เสน่ห์ชายไม่ได้มีแค่ที่กายอย่างเดียว ไม่ว่าสมัยนี้หรือสมัยไหนนะครับ ถ้าเอาหนุ่มน้อยอายุ ๒๐ สูงล่ำดำดกแต่ตกงาน มายืนคู่กับชายวัย ๔๐ พุงพลุ้ยหัวเถิกแต่เบิกให้ทีละแสน รับรองว่าสาวๆกรี๊ดหนุ่ม ๒๐ แต่เลือกจดทะเบียนกับชาย ๔๐ เกือบยกบาง! นี่แปลว่าอะไร เสน่ห์แห่งความเป็นชายมีหลายแบบ และแต่ละแบบก็มีน้ำหนักให้ชั่งวัดกันด้วยหรือ? ใช่แล้ว! ก็เซ็กซ์นั้น พอเคยๆแล้วก็รู้ครับว่าเป็นเรื่องเดี๋ยวเดียว แต่เงินนี่สิเรื่องยาวกันทั้งชีวิต อันไหนสำคัญกว่าไม่ต้องนั่งเถียงกันหรอก ยุคอินเตอร์เน็ตนี้คนส่วนใหญ่ไม่เลือกมาก คือถ้ารู้ว่ารวยก็เลือกเลย องค์ประกอบอื่นไม่ต้องพูดถึง ประมาณว่ามีเงินแล้วค่อยหาชู้ แต่ต้องอยู่กับคนมีเงินให้ได้ก่อน! ด้วยค่านิยม ‘เลือกเงินก่อน’ ของคนยุคเรา จึงเป็นเหตุให้เกิดคติ ‘รักแท้แพ้เงินสด’ แล้วก็พูดกันติดปากเสียด้วย เพราะเหตุนั้นเอง คนยุคเราจึงศรัทธาในรักแท้น้อยลงทุกที ค่าของหัวใจถูกตีค่าเป็นเงิน แล้วเสน่ห์อย่างชายก็ถูกมองเป็นความสามารถในการควักกระเป๋า ใครควักได้มากกว่าแปลว่าเสน่ห์แรงกว่าชายอื่นหมด ข้อเท็จจริงก็คือถ้ามี ๕๐ ล้านเป็นเศษเงิน คุณอาจซื้อร่างนางเอกระดับประเทศไปนอนด้วยได้ แต่ต่อให้ทุ่มตั้ง ๕๐๐ ล้าน คุณก็จะไม่มีทางซื้อแม้รักจากใจของสาวบ้านนา! หรือมีเงินแค่ร้อยเดียวอาจจ้างให้สาวขี้เล่นที่ไหนก็ได้พูดว่า ‘ฉันรักคุณ’ แต่ต่อให้เงินตั้งร้อยล้าน คุณก็ไม่อาจละลายความโลภที่ห่อหุ้มหัวใจผู้หญิง เพื่อฉายแสงรักออกมาให้คุณรู้สึกได้จริงๆเลย! นั่นเพราะรักแท้ไม่ได้สร้างด้วยเงิน แต่ด้วยความพอใจ! สรุปคือทั้งเซ็กซ์และเงินไม่ใช่เสน่ห์อย่าง ชายที่จะดึงดูดรักแท้มาหาคุณ ตรงข้าม พวกมันเป็นเพียงเหยื่อล่อให้คุณวิ่งเตลิดออกห่างจากรักแท้ และยากจะหาทางกลับได้เจอ เพราะใจที่กร้านโลกจะทำให้คุณเห็นไปว่าโลกนี้มีแต่การแลกซื้อเซ็กซ์กันด้วย เงิน และความรักเป็นเพียงนิทานหลอกเด็กเท่านั้น แถมคุณก็จะเจอแต่ผู้หญิงที่ช่วยยืนยันความเชื่อพรรค์นั้นไปตลอดชีวิต ไม่มีโอกาสรับรู้เลยว่าโลกนี้ยังมีผู้หญิงอีกพวกหนึ่งอยู่ คุณลักษณ์เด่นแห่งความเป็นบุรุษมีอยู่มากมาย หลายหลาก แต่ขอเพียงคุณมี ‘รากฐานความเป็นวีรบุรุษ’ เพียงสองข้อ ก็จะลากจูงคุณลักษณ์ความเป็นชายอื่นๆเข้ามาเองในภายหลัง ดังนี้ครับ ๑) ความเป็นที่พึ่ง ความเป็นที่พึ่งเป็นภาวะที่สอดคล้องกับเพศ ชาย เพราะธรรมชาติให้ความแข็งแกร่งกับร่างกายมามากกว่าฝ่ายหญิง หมายความว่าถ้ามองที่ร่างกาย ยิ่งใครสูงใหญ่ล่ำสันและสง่างามเท่าไร ก็จะยิ่งดูเป็นที่เกาะที่พึ่งมากขึ้นเท่านั้น แต่ถ้ามองกันที่จิต ก็ต้องดูกันตรงความหนักแน่นมั่นคงเป็นหลัก เพราะความหนักแน่นมั่นคงคือลักษณะของคนที่เอาตัวรอดได้ แก้ปัญหาได้ ตลอดจนพร้อมจะช่วยเหลือคนอื่นได้ ภาวะแกร่งกล้าที่เห็นกันง่ายๆด้วยตาเปล่าใน แวบแรก คือเสน่ห์จับตาชั่วคราว ต้องรู้จักและเห็นพฤติกรรมกันสักระยะหนึ่ง คุณจึงรู้ได้ว่าภาวะแกร่งกล้าที่เห็นคือไม้หลักปักขี้เลน หรือเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรอย่างแท้จริง ภาวะที่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรนั่นแหละ คือเสน่ห์จับใจถาวร เสน่ห์อย่างชายในข้อนี้จึงเป็นสิ่งที่ดูยาก ถ้าคุณเล่นกีฬาเก่ง ขยันฟิตซ้อมทุกวัน ร่างกายและจิตใจก็ดูแข็งแกร่งมั่นคงพอจะเตะตาสาวๆให้นึกอยากกรี๊ดได้ ต่อเมื่อพวกเธอลองมาอยู่ใกล้สักพัก แล้วพบว่าคุณอ่อนไหว ขี้น้อยใจ ถือสาเอาเรื่องหยุมหยิมมาเป็นอารมณ์ แถมในกระเป๋าแทบไม่มีเงินสักบาท อีกทั้งยังเห็นแก่ตัว ไม่ยอมแม้จะช่วยเธอถือของหนักให้ อย่างนี้เจอสองสามทีเธอก็รู้แล้วว่าคุณเป็นแค่ไม้หลักปักขี้เลน ไม่น่าเล่นด้วยหรอก แต่บางคนมีนะครับ ที่ทำบาปไว้ในปางก่อน เช่น ชอบทำตัวกร่างอวดศักดาไปทั่ว ชาติปัจจุบันจึงถือกำเนิดในร่างอ้วนเตี้ย ขาสั้นเหมือนขาตั้งโต๊ะสนุ้ก หรือไม่ชาติก่อนก็เคยกดขี่ข่มเหงเพศหญิงเป็นอาจิณ ชาติปัจจุบันจึงถือกำเนิดด้วยรูปร่างเล็กบางน่ารังแก ทว่านิสัยใจคอในชาตินี้เป็นพวกชอบช่วยคน เป็นที่พึ่งได้เสมอมาและเสมอไป พอสนิทกับเขาสักพัก ท้ายสุดเราจะเลิกขำบุคลิกภายนอก แต่จะอยากสรรเสริญหัวใจพ่อพระของเขาไม่ขาดปากไปแทน เพื่อสร้างความเป็นที่พึ่งให้เกิดขึ้นในตนอย่างครบวงจร คุณจึงจำเป็นต้องหมั่นออกกำลังกาย รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นในคุณค่าของตนเองด้วยการบำเพ็ญตนเป็นผู้อุปการะสังคม จะมากหรือน้อยก็ตาม ขอเพียงให้สม่ำเสมอเป็นพอ เริ่มต้นขึ้นมาไม่ต้องคิดอะไรยากๆ ทำอะไรยากๆหรอกครับ แค่ทำหน้าที่ตรงหน้าของตัวเองให้เสร็จ รู้สึกว่าเอาตัวรอดได้ เป็นที่พึ่งของตัวเองได้ ก็นับว่าจุดชนวนเสน่ห์อย่างชายได้แล้ว เพราะคนเราจะเป็นที่พึ่งให้คนอื่นได้ ต้องมีความรู้สึกขั้นพื้นฐานว่าเป็นที่พึ่งของตนเองได้เสียก่อน จากนั้น พอได้ยินเสียงขอความช่วยเหลือเมื่อไรก็อย่าดูดาย โลกนี้เต็มไปด้วยเสียงขอความช่วยเหลือ ใช้ชีวิตอยู่ดีๆ เดี๋ยวคุณก็ต้องได้ยินเอง พอมองแล้วเห็นเป็นคนที่สมควรได้รับการช่วยเหลือและก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรงของ คุณ ก็ช่วยไปเถอะ สำคัญคือ อย่าหวังผลตอบแทนจากพวกเขา ให้หวังผลตอบแทนจากธรรมชาติ คือถ้าช่วยสำเร็จแต่ละครั้ง ก็เท่ากับสร้างเสริมภาวะทึ่พึ่งในตนเองให้แกร่งขึ้นทีละหน ความภาคภูมิใจกับการเป็นที่เกาะ เป็นที่พึ่งให้คนอื่นได้นั่นแหละ คือรางวัลอันคุ้มค่าเหนื่อยแล้ว 1เมื่อทำบุญจนเกิดภาวะความเป็นที่พึ่งขึ้นในคุณ ไม่ว่าเดิมทีคุณจะรูปร่างหน้าตาเปราะบางหรือบึกบึน จิตใจคุณจะห้าวหาญขึ้น มีความหนักแน่นมั่นคงขึ้น เต็มใจฝ่าอุปสรรคมากขึ้น จนผู้หญิงรู้สึกได้ถึงความเป็นเกราะกำบังคุ้มแดดคุ้มฝน หรืออย่างน้อยที่สุดคือเห็นคุณมีดีพอจะปกป้องเธอ ให้ความอบอุ่นกับเธอได้๒) ความเป็นผู้นำ ความเป็นผู้นำคือสิ่งที่พัฒนาต่อยอดมาจากความเป็นที่พึ่ง ถ้าคุณยังเป็นที่พึ่งให้ตนเองและคนอื่นไม่ได้ ก็ยากมากหรือเป็นไปไม่ได้เลยที่คุณจะเป็นผู้นำ และภาวะผู้นำก็เป็นภาวะที่สอดคล้องกับเพศชาย เช่นกัน เพราะธรรมชาติให้สัญลักษณ์ทางเพศเป็นฝ่ายเริ่มต้นก่อน ไม่ใช่ฝ่ายตาม หมายความว่าถ้ามองที่ร่างกาย ยิ่งใครมีโหงวเฮ้งดูเด็ดเดี่ยว เป็นตัวของตัวเองมากขึ้นเท่าใด ก็จะยิ่งดูเป็นผู้นำมากขึ้นเท่านั้น แต่ถ้ามองกันที่จิต ก็ต้องดูกันตรงความมีสติอยู่กับเนื้อกับตัวเป็นหลัก เพราะ ความมีสติอยู่กับเนื้อกับตัว คือลักษณะของคนที่คิดเองได้ รู้ผิดรู้ชอบเองได้ ไม่ตามคนอื่นด้วยเหตุผลทางอารมณ์ ตลอดจนไม่เอาแต่ตามใจตนด้วยอัตตามานะ ความเป็นผู้นำไม่ได้ตั้งต้นจากการเป็นหัวหน้าคนอื่น เพราะตำแหน่งหัวหน้าไม่ได้ประกันว่าคุณจะนำใครได้ โดยที่แท้แล้ว ความเป็นผู้นำตั้งต้นจากการเป็นผู้ริเริ่มก่อน และสิ่งที่ริเริ่มนั้นต้องเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ไม่ใช่ประโยชน์เฉพาะตน ถ้าจะแสดงความเป็นผู้นำ คุณต้องกล้าคิด กล้าพูด กล้าทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าแน่ใจว่าดีแล้ว ถูกแล้ว อย่าได้หันรีหันขวางถามใครว่าควรทำไหม ให้ลงมือทำเลย กับทั้งทำอย่างมีพลังมากพอจะก่อกระแส กระทบหูกระทบตาคนอื่นให้เกิดแรงบันดาลใจใคร่ทำตาม หรือกรูมาช่วยเหลือคุณคนละไม้คนละมือโดยไม่ต้องบีบบังคับกัน ความเป็นตัวของตัวเอง อาจนำคุณไปสู่ความเก่งกล้าสามารถยากจะหาใครเสมอเหมือน หรือดีกว่านั้นคือมีความริเริ่มสร้างสรรค์โลกใหม่ที่แตกต่าง เพราะตั้งต้นขึ้นมาคุณจะไม่กลัวการทุ่มเทชีวิตทั้งหมดให้กับงานที่คุณพอใจ ไม่กลัวที่จะต้องใช้ชีวิตแตกต่างจากคนอื่น หรือได้รับผลประโยชน์น้อยกว่าคนอื่น จึงไม่ค่อยมีเส้นทางทับกับคนอื่นเขา หาใครมาแข่งด้วยยาก บุญที่จะทำให้เกิดสัญชาตญาณผู้นำนั้น เกิดจากการเป็นผู้คิดริเริ่มในการบุญและทำสำเร็จ เป็นไปตามเป้าหมาย ตลอดจนจูงใจคนรอบข้างให้เห็นดีเห็นงาม ยอมให้ความร่วมมือ และเชื่อมั่นว่าคุณรู้จักทิศทางไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง การเริ่มทำบุญเพื่อสร้างภาวะผู้นำนั้นง่ายกว่าที่คิด แค่หัดเริ่มชักชวนคนใกล้ตัวให้เห็นดีเห็นงามตามคุณในทางที่ชอบที่ควร ก็นับเป็นบุญที่จุดชนวนภาวะผู้นำขึ้นมาได้แล้ว และโลกนี้ก็เต็มไปด้วยสถานที่ที่พร้อมจะให้ คุณบำเพ็ญบารมีผู้นำ อย่างเช่นตามสถานสงเคราะห์ คุณมีสิทธิ์เปลี่ยนชีวิตของเด็กอนาถาจากภาวะไม่รู้หนังสือ ให้กลายเป็นคนอ่านออกเขียนได้ เพียงอาสาไปเป็นครูสอนเพียงอาทิตย์ละวัน แต่ละวันใช้เวลาไม่นาน การตั้งใจเดินทางไปเปลี่ยนชีวิตคนอื่นให้ดีขึ้น โดยไม่มีใครขอ โดยไม่มีใครชักชวนนั่นแหละ จุดเริ่มต้นของความเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ ผู้หญิงจะรู้สึกดีที่สุดกับผู้ชายที่นำเธอ ได้ หมายถึงว่านำได้ในระดับของความคิด เปลี่ยนความเข้าใจ เปลี่ยนวิธีมอง ตลอดจนเปลี่ยนแปลงนิสัยบางอย่าง ฉะนั้น ชายที่ทอดอาลัยตายอยากกับชีวิต กระทั่งลุกขึ้นประกาศหาหญิงสาวสักคนที่จะมาทำให้ชีวิตของตนเปลี่ยนแปลงไปใน ทางดีขึ้น จึงไม่รู้ตัวว่าได้มอบเสน่ห์อย่างชายให้กับฝ่ายหญิง ตลอดจนนำความเป็นหญิงมาสู่ตนเสียแล้ว! ที่มา: http://dungtrin.com/mag/?51.love บทที่ ๒ สร้างเสน่ห์บทที่ ๒ รักแท้จะถามหาความถูกใจเป็นอันดับแรก ฉะนั้น ก้าวแรกของคุณจึงไม่ใช่การกวาดตาหาคนถูกใจ แต่เป็นการรู้จักทำตัวให้น่าถูกใจเสียก่อน! วิธีที่คุณจะพลาดรักแท้ไปจนตายนั้นง่ายนิดเดียว คือทำอะไรตามใจตัวเองไปเรื่อยๆ ต่อเมื่อทำความเข้าใจอย่างถูกต้องว่ารักแท้ก็คือกิเลสอย่างหนึ่ง คุณคงเลิกหลงสำคัญผิดคิดว่ารักแท้ไม่ต้องการอะไรเลย คุณจำเป็นต้องลงทุนออกแรงตามใจรักแท้บ้าง ไม่ใช่เอาแต่ตามใจตัวเอง เมื่อกิเลสต้องการแรงดึงดูดใจ รักแท้ก็ต้องการแรงดึงดูดใจเช่นกัน ถ้าคุณไม่มีแรงดึงดูดใจอยู่ในตัว ก็อย่าไปถามหารักแท้ให้เหนื่อยเปล่า แรงดึงดูดให้ติดใจ หรือเครื่องเร้าใจให้หลงรักนั้น เราเรียกกันว่า ‘เสน่ห์’ ใครมีเสน่ห์มากแปลว่าคนนั้นน่าติดใจมาก หรือเย้ายวนชวนให้ใครต่อใครตกหลุมรักได้ยิ่งกว่าคนทั่วไป คนส่วนใหญ่เชื่อว่าเสน่ห์เป็นสิ่งที่สร้างไม่ได้ เพราะเป็นของติดตัวมาแต่เกิด ซึ่งก็เป็นความเชื่อที่ครึ่งผิดครึ่งถูก ขอเพียงรู้เหตุผลอย่างแท้จริงว่าเสน่ห์เกิดจากกรรมและจิตแบบไหน คุณก็อาศัยกรรมและจิตแบบนั้นสร้างเสน่ห์ขึ้นมาในตัวได้ บทนี้เรามาทำความรู้จักกับเสน่ห์มนุษย์ ในแบบที่จะรู้ลู่ทางสร้างเสริมให้คุณพร้อมเป็น ‘แม่เหล็กดึงดูดความรัก’ จะได้ไม่ต้องออกตะลอนพลิกแผ่นดินหาเองให้เหนื่อยเปล่า เสน่ห์จากบุญเก่า ถ้าอยากเข้าไปนั่งในหัวใจใคร การมีใบเบิกทางย่อมง่ายกว่าการพยายามออกแรงง้างเป็นไหนๆ มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่บ้ารูป บ้าเสียง บ้ากลิ่น บ้ารส บ้าสัมผัส ดังนั้นความมีรูปงามและเนื้อหอมจึงเป็นข้อได้เปรียบ นี่เป็นสิ่งที่รู้ๆกัน แต่ที่ไม่รู้เลยคือสิ่งใดเป็นตัวกำหนดให้คนเราต่างกันดังเช่นที่เห็นๆอยู่ คนที่รู้นั่นแหละครับได้เปรียบอย่างแท้จริง เพราะต่อให้เดิมทีมีเสน่ห์ทางรูปกายน้อย ก็เพิ่มให้มากขึ้นได้ด้วยความรู้ความเข้าใจที่ตรงทาง และในทางตรงข้าม คนไม่รู้ก็อาจลดเสน่ห์ที่เคยมากให้น้อยลงได้อย่างน่าใจหาย สิ่งปรุงแต่งให้รูปกายดูดีมีเสน่ห์คือ ‘บุญ’ และบุญเก่าก็เป็นยิ่งกว่าเวทมนตร์ เพราะเวทมนตร์เนรมิตรูปลวงตาได้เพียงชั่วครู่ แต่บุญเก่าบันดาลรูปจริงเป็นหน้าเป็นตาให้คุณได้ทั้งชาติ! บุญเก่าทำงานอย่างไร? ก็ปรุงแต่งของน่ารักน่าใคร่ให้เกิดขึ้นในคุณไงครับ! สัดส่วนที่ลงตัวของรูปพรรณสัณฐานจะเตะตาให้ ‘อยากมอง’ แก้วเสียงที่นุ่มนวลกระจ่างชัดจะสะดุดหูให้ ‘อยากฟัง’ ความน่ามองน่าฟังจะดึงดูดใจให้ใหลหลง แล้วนำไปสู่ความ ‘อยากเป็นเจ้าของ’ ในที่สุด ดังนั้นถ้ามีคนอยากเป็นเจ้าของคุณทันทีเพียง เมื่อเห็นคุณปรากฏตัว ก็แปลว่าเสน่ห์จากบุญเก่าของคุณแรงไม่เบา และยิ่งจำนวนคนอยากเป็นเจ้าของคุณมากขึ้นเท่าไร ก็พิสูจน์ว่าเสน่ห์จากบุญเก่าของคุณไม่ธรรมดายิ่งขึ้นเท่านั้น เมื่อโตขึ้นมา แต่ละคนย่อมรู้ตัวว่าตนเองมีรูปร่างหน้าตาเป็น ‘ใบเบิกทาง’ หรือ ‘ใบสละสิทธิ์’ สำหรับผู้ที่ตระหนักชัดว่ามีหน้าตาเป็นใบสละสิทธิ์ก็อย่าเพิ่งเสียกำลังใจ ขอให้จำไว้ว่า ใบสละสิทธิ์มิใช่สิ่งที่คุณเต็มใจถือมาแต่แรก แล้วก็ไม่มีใครห้ามคุณยกระดับมันขึ้นเป็นใบเบิกทางด้วย ขอให้รู้วิธีเถอะ! ส่วนพวกที่มีใบเบิกทางหลายใบก็อย่าชะล่า เพราะแม้ใบเบิกทางทำให้คุณได้เปรียบ แต่ก็ไม่ประกันว่าจะรักษาความพิศวาสของใครไว้ได้นาน ช่องทางสร้างใบเบิกทางอยู่ที่ไหน? ก็อยู่ที่การพูดคุยกันตามธรรมดานี่แหละครับ สิ่งที่คุณควรทำความเข้าใจคือ รักแท้เกิดขึ้นจากการสื่อสาร ไม่ใช่การจ้องหน้ากัน พูดให้ฟังง่ายคือความหลงรักอาจเกิดจากการจ้องหน้า แต่ถ้าหวังรักแท้ก็ต้องคุยกันให้เกิดความประทับใจและอยากใกล้ชิดได้ด้วย เมื่อใดเข้าใกล้และมีโอกาสพูดคุยกัน คนจะไม่ได้มองรูปทรงองค์เอวของคุณ ส่วนใหญ่สิ่งที่จะกระทบใจพวกเขาคืออากัปกิริยา นัยน์ตา และน้ำเสียง ฉะนั้น ถ้าคุณปรับปรุงเครื่องมือสื่อสารในตัวเองให้จับตาพวกเขาได้ ก็เท่ากับคุณมีใบเบิกทางไม่น้อยหน้าใครอยู่เหมือนกัน ต่อให้คุณมีใบเบิกทางระดับเฟิร์สคลาสในมือ แต่ดันมีอากัปกิริยา นัยน์ตา และน้ำเสียงเป็นใบสละสิทธิ์ ก็เท่ากับตัดอายุใบเบิกทางลง ไม่อาจถางทางไปสู่รักแท้ได้ถึงไหน วิธีเพิ่มเสน่ห์ทางอากัปกิริยา นัยน์ตา และน้ำเสียงนั้น มีมากมายร้อยแปดพันประการ แต่ในที่นี้ผมจะให้ทางลัดชนิดที่เห็นผลทันใจ และไม่ต้องเดินทางไปยังศูนย์พัฒนาบุคลิกภาพแห่งใดในโลกทั้งสิ้น มาว่ากันเป็นอย่างๆเลยนะครับ ๑) อากัปกิริยา บุญที่ทำให้เป็นผู้มีอากัปกิริยาท่าทีงาม สง่าและเต็มไปด้วยความรู้สึกตัว คือการเป็นผู้รู้จักสำรวมในกาละเทศะอันควร โดยเฉพาะกับบุคคลและสถานที่อันเป็นมงคล อาศัยความรู้นี้ คุณก็สามารถทำบุญสร้างเสน่ห์ทางอากัปกิริยาได้ โดยเริ่มจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ชั้นสูง เช่น ทำความเคารพพระปฏิมาบนโต๊ะหมู่บูชาในบ้านด้วยกิริยาประณีต หรือเดินเข้าไปในวัดวาอารามด้วยความสำรวมกายสำรวมใจ สำรวมไม่ได้แปลว่าเกร็งนะครับ แต่หมายถึงตามสบายอย่างมีสติรู้ทุกการเคลื่อนไหว ไม่กะเปิ๊บกะป๊าบด้วยความฟุ้งซ่านกระเจิดกระเจิง ใจนั่นเองเป็นผู้ปรุงแต่งกายให้เกิดความ ประณีตและสำรวม ถ้าใจคุณเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์จริง ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะแสดงกิริยาอันเป็นการเคารพ และกิริยาอันเป็นไปเพื่อความเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็มีอยู่แค่ไม่กี่แบบ นับเริ่มตั้งแต่ไม่เอะอะมะเทิ่งใกล้เขตพระพุทธรูป เวลาก้มลงกราบมีความนบนอบศิโรราบ ตอนสวดมนต์ตั้งตัวตรงไม่โยกไปเยกมา เมื่อเหม่อลอยหรือฟุ้งซ่านก็ยอมรับว่าเหม่อลอย และค่อยๆหันเหกลับมาอยู่กับบทสวด เป็นต้น กิริยาอันเป็นบุญเหล่านี้ รวมกันแล้วจะทำให้คุณรู้สึกถึงความสว่างทางกายขึ้นมาทีละน้อย ความรู้สึกว่าสว่างนั้นแหละตัววัดว่าเกิดบุญ ไม่ใช่ของหลอก ไม่ใช่อุปาทาน เพราะเมื่อบุญเกิดใจย่อมเป็นสุข แต่ถ้ายังเกร็งหรือต้องแกล้งฝืนทน คุณก็จะไม่รู้สึกถึงความสว่างและความเป็นสุข นั่นแปลว่าบุญยังไม่เกิดเต็มเม็ดเต็มหน่วย เครื่องวัดว่าเป็นบุญติดตัวแน่แล้ว คือการเข้าสู่ภาวะสำรวมเรียบร้อยโดยอัตโนมัติเมื่ออยู่ต่อหน้าสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ กับทั้งมีความสม่ำเสมอ คืออยู่ในภาวะนั้นได้นานโดยไม่กระสับกระส่าย เช่น ตั้งแต่เริ่มสวดมนต์จนจบไม่กวัดแกว่งเลย แม้จะต้องกระดุกกระดิกแก้เมื่อยบ้างก็ไม่ทำให้รู้สึกว่าหลุกหลิก ยังคงความนิ่งทางใจไว้ได้สม่ำเสมอ จากนั้นคุณจะรู้สึกว่าเป็นการง่ายที่จะสงบ สำรวมต่อหน้าผู้ใหญ่หรือบุคคลผู้ควรให้ความนับถือ ไม่ว่าจะเป็นผู้ทรงศีลในจีวร ตลอดจนบิดามารดาผู้ให้กำเนิดคุณมา และโดยไม่ต้องฝึกพัฒนาบุคลิกตามขั้นตอนใดๆ บุญจะปรุงแต่งให้ทุกอิริยาบถของคุณงามขึ้นมาเอง คือเกิดสัญชาตญาณในการเคลื่อนไหวใหม่ๆ ในแบบที่ทราบได้จากข้างในว่าน่าดู น่ามอง ถึงจุดหนึ่งคุณจะรู้เอง ว่าความเคลื่อนไหวของกายมนุษย์เป็นเครื่องล่อตาชนิดหนึ่ง เป็นแม่เหล็กดึงดูดสายตาคนได้ และถ้าเนิบนิ่งก็จูงจิตคนเห็นให้นิ่งตามได้ แต่หากคุณลอกแลกหลุกหลิกอยู่ตลอด จะเคลื่อนไหวแต่ละทีกระโดกกระเดกไร้สติ อันนั้นจะเป็นแรงผลักให้คู่สนทนาอยากเบือนหน้าหนี เพราะผู้คนมีจิตฟุ้งซ่านยุ่งเหยิงอยู่แล้ว จึงไม่อยากรับภาพกระทบตาที่ชวนให้ปั่นป่วนหนักเข้าไปใหญ่ แน่นอนว่าบุญใหม่ไม่อาจตกแต่งอากัปกิริยาของ คุณให้สง่าผ่าเผยที่สุดในโลก เนื่องจากจะไปติดเพดานจำกัดที่สัดส่วนรูปพรรณสัณฐานซึ่งบุญเก่าให้มา แต่อย่างน้อยบุญใหม่ก็จะขับให้ออกท่าออกทางที่เหมาะเจาะที่สุด เท่าที่หัวตัวและแขนขาของคุณจะแสดงได้ อีกสิ่งหนึ่งที่ควรระลึกนะครับ คืออากัปกิริยาเท่ๆควรมากับกลิ่นตัวที่สร้างสรรค์หน่อย ไม่ใช่ขยับแต่ละทีเหมือนโยนสกั๊งใส่หน้าคนดู เป็นเหตุให้พวกเขาต้องเบนหน้าหลบอย่างไม่เกรงใจ หากอาบน้ำบ่อยยังไม่พอ ก็อย่าปล่อยเลยตามเลย ร้านสะดวกซื้อมีคำตอบให้สารพัด ทั้งโรลออนและสเปรย์ดับกลิ่น หากใครแพ้หรือรู้สึกยิ่งแย่หนักเข้าไปใหญ่ ลองซื้อแอลกอฮอล์ใส่ขวดสเปรย์ฉีดก็พอได้ผลเหมือนกัน อย่างน้อยช่วยลดความหมักหมมของแบคทีเรียที่รักแร้ ตลอดจนซอกอับที่หมักดองเหงื่อต่างๆได้บ้างครับ ๒) นัยน์ตา บุญที่ทำให้เป็นผู้มีประกายตาเงางาม คือการรู้จักมองผู้อื่นด้วยความเมตตาเอ็นดู หรือเล็งแลสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยความเลื่อมใสบูชา อาศัยความรู้นี้ คุณก็สามารถทำบุญสร้างเสน่ห์ในประกายตาได้ โดยเริ่มจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ชั้นสูง เช่น หาพระพุทธรูปที่เห็นแล้วรู้สึกเลื่อมใสจับตาคุณมากๆมาประดิษฐานในห้องพระที่ บ้าน แล้วหมั่นแลมองด้วยสายตาตรงให้เห็นถนัดชัดทั้งองค์ แต่ละครั้งให้นิ่งและนานจนกว่าคุณจะรู้สึกได้ว่าประกายศรัทธาสาดออกมาจาก นัยน์ตาตัวเองอย่างคงเส้นคงวา ระหว่างอยู่ในชีวิตประจำวัน พยายามมองผู้คนแบบที่จะเห็นความดีงาม ความน่ารักของพวกเขา กระทั่งคุณสามารถมองพวกเขาด้วยความเลื่อมใสคุณงามความดี และอยากมอบความรู้สึกดีๆให้กับพวกเขา อย่าไปจดจ้องอะไรที่เป็นเรื่องแย่ๆหรือคุณสมบัติที่เป็นโทษ เพราะนัยน์ตาคุณจะขุ่น ใจคุณจะเจือด้วยโทสะยามมอง ส่วนการสร้างมนต์สะกดที่จะตรึงคู่สนทนาไว้ด้วยสายตาของคุณนั้น อยู่ที่วิธีฝึกมองเป็นหลัก ขอให้จำไว้ว่า การสบตาเปรียบเหมือนการเชื่อมกระแสสื่อสารระหว่างจิต การสื่อสารจะราบรื่นถ้ากระแสตาราบเรียบ แต่จะสะดุดเมื่อคุณลอกแลกอยู่ตลอด การสบตาจะทำให้คู่สนทนาระลึกได้ในภายหลังว่า คุยอะไรกัน และการสบตาก็มีบทบาทสำคัญยิ่งเมื่อต้องชักชวนหรือโน้มน้าวให้ใครคล้อยตาม เหตุผลของคุณ ขอให้สังเกตว่าคนส่วนใหญ่ชอบเลี่ยงหลบไม่ยอม สบตาคู่สนทนา พวกนี้ถึงตาสวยก็มีเสน่ห์ทางตาน้อย ส่วนอีกพวกหนึ่งแม้สบตาคู่สนทนาบ้าง แต่ก็ขาดๆเกินๆ เช่น บางทีสู้ตาแบบฉันไม่กลัวแก บางทีมองแนวคุกคามข่มขวัญ บางทีมองแบบเสียไม่ได้ บางทีมองแบบฝืนๆ ไม่ให้เกียรติอีกฝ่าย คุณต้องฝึกความนิ่งในการมอง ยิ่งนัยน์ตาคุณนิ่งอยู่กับคู่สนทนาเท่าไร อีกฝ่ายจะรู้สึกว่าคุณให้ค่า ให้ความสำคัญกับเขาเท่านั้น และที่จะฝึกให้เป็นนิสัยก็ไม่ใช่ด้วยการเลือกที่รักมักที่ชัง คุณต้องฝึกความนิ่งในการมองทุกคน มนต์สะกดจากสายตาของคุณถึงจะอิ่มพลังอยู่ตัว เริ่มต้นขึ้นมาขอให้ฝึกกับกระจกเงา สบตาตัวเองจะดีที่สุด เพราะได้เห็นๆกันเลยว่าคุณออกแรงน้อยเกินไปจนเหมือนครึ่งกล้าครึ่งแหย หรือว่าออกแรงมากเกินไปจนเหมือนแกล้งเพ่งให้อึดอัดกัน คุณควรเริ่มฝึกจากการมองธรรมดาที่สุด แต่ให้นิ่งนาน กระจกเงาจะฟ้องเลยว่าสายตาคุณแฉลบซ้ายแฉลบขวาบ่อยแค่ไหน โฟกัสเหมาะหรือไม่เหมาะ โฟกัสที่พอดีที่สุด คือการมองตรงแล้วเห็นใบหน้าทั้งหมด ปกติเรามองเงากระจกเพื่อดูความเรียบร้อยเดี๋ยวเดียว แต่ในการฝึกมองนี้ คุณต้องเห็นทั้งใบหน้าของตัวเองให้นานขึ้น กับทั้งตั้งใจว่าต่อไปคุยกับใครจะเห็นทั้งหน้าของเขาให้ได้อย่างนี้ โฟกัสที่ดีรองลงมา คือการมองตรงแล้วเห็นสองตาพร้อมกันทั้งแนว การเล็งแลแบบนี้เป็นการปะทะสายตาโดยตรง ถ้าเป็นกระแสตาตัวเองที่ตอบมาจากกระจกคุณจะรู้สึกว่าไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นกระแสตาคนอื่น จะขึ้นอยู่กับว่ารังสีตาระหว่างคุณกับคู่สนทนามีความกลมกลืนหรือขัดกัน การมองคลุมเฉพาะแนวตาจึงอาจหมายถึงการท้าทายให้ลองกำลัง หรือหมายถึงการประสานสัมพันธ์ทางใจให้แนบแน่นเป็นพิเศษ ถ้ารู้สึกเป็นลบก็ควรเปลี่ยนไปมองทั้งหน้าจะดีกว่า และเหนื่อยน้อยลงด้วย โฟกัสที่ไม่ค่อยดีนัก คือการมองตรงบ้าง เหล่มองบ้าง แล้วเห็นได้เพียงตาข้างเดียว การเล็งแลแบบนี้คับแคบ และดูเหมือนเพ่งพินิจมากไป การมองของคุณอาจให้ความรู้สึกแปลกๆ คล้ายไม่เต็มใจ หรือเว้าแหว่งครึ่งๆกลางๆชอบกล เมื่อแน่ใจว่าสามารถมองตรงด้วยโฟกัสที่เหมาะแล้ว ขั้นต่อไปคือทำตาให้ยิ้มได้ เหมือนมียิ้มอยู่ในตา เพราะ การยิ้มหมายถึงกระแสความชอบใจ หากนัยน์ตาของคุณยิ้มขณะมองใคร ก็แปลว่าการสบตาระหว่างคุณกับเขาเป็นเรื่องน่าชอบใจ และจะดึงดูดให้เขาพลอยรู้สึกชอบใจตามไปด้วย เริ่มฝึกคือสบตาตัวเองในกระจกพร้อมทั้งยิ้ม มุมปากไปด้วย แล้วสังเกตดูว่าความรู้สึกจากดวงตาเปลี่ยนไปแค่ไหน โดยธรรมชาติกระแสตาจะแปรไปตามวิธีที่ปากของคุณยิ้ม แต่ถ้าปากยิ้มแล้วดวงตาไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่อ่อนโยนลง ก็แปลว่าคุณแค่ฉีกยิ้ม โดยไม่ได้ยิ้มออกมาจากใจเลย กระจกเงาจะฟ้องให้คุณรู้ตัว และปรับวิธียิ้มเสียใหม่ โดยเริ่มเปลี่ยนที่ใจ แววตาที่อ่อนโยนลงคือหลักฐานว่าใจคุณยิ้มจริง คุณควรฝึกพิจารณาทั้งการฉีกยิ้มกว้างจนสุด และการยิ้มละไมเพียงน้อย การสนทนาที่ดีควรเริ่มต้นและจบลงด้วยยิ้มกว้างสุด แต่ระหว่างสนทนาควรยิ้มละไมเป็นระยะ และที่สุดของการสร้างเสน่ห์ในดวงตา คือการพูดโดยไม่ละสายตาไปจากใบหน้าของคู่สนทนา ไม่ว่าเขาจะสบหรือหลบตาคุณ เริ่มต้นฝึกกับกระจกแบบสบายๆด้วยการเตรียมบทพูดอธิบายอะไรก็ได้สักย่อหน้า หนึ่ง ซึ่งอาจหมายถึงย่อหน้าที่คุณกำลังอ่านอยู่นี่เลยก็ได้ โดยทำความเข้าใจแล้วคิดคำอธิบายเอง เมื่อได้บทพูดแล้ว ให้ค่อยๆพูดเหมือนตอนคุณพยายามทำให้ใครสักคนเข้าใจสิ่งที่คุณต้องการสื่อ ขณะเดียวกันก็สังเกตเป็นจังหวะ ว่าสายตาของคุณแข็งหรืออ่อน ทอดเหม่อหรือว่ายังตรงนิ่ง นัยน์ตาที่สะท้อนความมีสติในการอธิบาย จะมีความตรงนิ่ง กระจ่างชัด และอยู่ในโฟกัสเดิมค่อนข้างคงเส้นคงวา เครื่องวัดว่าคุณมีเสน่ห์ทางตาแล้ว คือแม้กำลังโกรธก็ไม่อยากส่งตาขุ่นขึ้งคุกคามใคร ต่อให้เล็งแลศัตรูอยู่ ก็เป็นไปในลักษณะอ่อนโยนประนีประนอม ไม่ใช่มองอย่างจะกินเลือดกินเนื้อตามกิเลสขับดัน จะสังเกตลมหายใจไปด้วยก็ได้ ถ้ามองใครแบบฝืนๆ ลมหายใจของคุณจะติดขัด แต่ถ้ามองด้วยความเต็มใจ ลมหายใจจะยาวและนุ่มนวลราบรื่น และถ้าคุณสามารถถ่ายทอดความรู้ใดๆให้คนอื่น เข้าใจได้ทั้งยังสบตาตลอด คุณจะพบว่าสติในการเรียบเรียงคำพูดแข็งแรงขึ้นทุกที และมีคนอยากฟังคำอธิบายจากคุณมากขึ้นเรื่อยๆด้วย นั่นเพราะนอกจากคำอธิบายของคุณจะสื่อออกมาจากจิตที่อยู่ในภาวะแจ่มชัดที่สุด แล้ว ตัวตนทั้งหมดของคุณยังเข้าไปประทับอยู่ในความทรงจำของผู้คน คล้ายมีมนต์เรียกให้อยากกลับมาฟังคุณพูดใหม่อีก เสน่ห์ทางตาที่อิ่มตัวจะทำให้คุณมั่นใจว่า ตัวเองมีมนต์สะกดให้ทุกคนรู้สึกดี สงบเย็นลง ตลอดจนชอบที่จะสบตาอย่างเป็นมิตรกับคุณ แน่นอนว่าบุญใหม่ไม่อาจตกแต่งนัยน์ตาของคุณให้เงางามน่ามองที่สุดในโลก เนื่องจากจะไปติดเพดานจำกัดที่คุณภาพของแก้วตาซึ่งบุญเก่าให้มา แต่อย่างน้อยบุญใหม่ก็จะฉายรังสีที่น่าดูที่สุด เท่าที่แก้วตาของคุณจะเปล่งประกายออกมาได้ แล้วก็อย่าลืมสังเกตด้วยนะครับว่ามีขี้ตาติด อยู่หรือเปล่า จะหมดท่าเลยล่ะถ้าอุตส่าห์มีมนต์สะกดทางตา แต่ปล่อยให้คู่สนทนาจับได้ว่าขี้ตาไหลไม่ยอมเช็ด ๓) น้ำเสียง บุญที่ทำให้เป็นผู้มีกังวานเสียงน่าฟัง คือการมีใจเป็นสุขกับการพูดจาด้วยถ้อยคำที่เป็นจริง ที่สุภาพไพเราะ ที่ประสานสัมพันธ์ และที่ฟังแล้วเกิดสติทั้งเราทั้งเขา ตลอดจนมีปีติกับการสรรเสริญผู้ควรสรรเสริญเช่นพระพุทธเจ้าและผู้ทรงคุณ ประเสริฐทั้งหลาย อาศัยความรู้นี้ คุณก็สามารถทำบุญสร้างเสน่ห์ให้กับน้ำเสียงได้ โดยเริ่มจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ชั้นสูง เช่น กล่าวสรรเสริญพระพุทธเจ้า พระธรรมคำสอนของท่าน และพระสงฆ์สาวกของท่าน ด้วยถ้อยคำที่เป็นจริง ด้วยความไพเราะ ด้วยความเข้าใจอันดี และด้วยความมีสติ การกล่าวสรรเสริญพระรัตนตรัยมีมานมนาน ผ่านรูปแบบของการสวดมนต์นั่นเอง บทสวดอันเป็นที่นิยมที่สุดมาจากการจาระไนคุณสมบัติอันเป็นจริงของพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ หรือที่เรียกกันสั้นๆว่าบท ‘อิติปิโส’ สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดกับ ‘ผู้สรรเสริญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยใจ’ คือประกายแก้วเสียงที่สดใสเสนาะโสตขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด อาจจะในทันทีที่สวดจบ และแก้วเสียงจะยกระดับขึ้นถาวรเมื่อสวดต่อเนื่องอย่างมีโสมนัสทุกวัน ถ้า คุณจะคิดว่านี่คือคาถาเปลี่ยนเสียงก็ไม่น่าจะเกินจริงนัก ขอเงื่อนไขเพียงต้องท่องคาถาด้วยใจโสมนัสด้วยนะครับ ไม่ใช่ท่องแบบนกแก้วนกขุนทอง บทสวดภาษาบาลีอาจเป็นอุปสรรคกับความเข้าใจ ซึ่งจะมีส่วนลดทอนความรู้สึกดีๆลงได้ ผมจึงขอนำเอาบทอิติปิโสพร้อมคำแปลมาให้คุณไว้ ณ ที่นี้เลย จะได้ไม่ต้องตามหากันที่อื่นอีก เวลาสวดเอาเฉพาะคำบาลี แต่ให้น้อมใจไปตามประมาณคำแปลนะครับ อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสสะธัมมะสาระถิ สัตถาเทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ (ส่วนนี้เป็นการกล่าวตามสัจจะความจริงที่ว่า พระพุทธเจ้าเป็นผู้ไกลจากกิเลส เป็นผู้ตรัสรู้ชอบโดยพระองค์เอง เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยความรู้อันวิเศษและความประพฤติชอบ เป็นผู้ไปดี เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง เป็นผู้สามารถฝึกผู้ควรฝึกได้อย่างไม่มีใครเสมอเหมือน เป็นครูผู้สอนของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานในธรรม เป็นผู้มีความสามารถจำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์) สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ (ส่วนนี้เป็นการกล่าวตามสัจจะความจริงที่ว่า พระธรรมคำสอนเป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติตามพึงเห็นจริงได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องให้ผู้อื่นบอกหรือยืนยัน เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้จริงโดยไม่จำกัดกาล เป็นสิ่งที่ควรชักชวนผู้อื่นให้มาเห็นตามกัน เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว และเป็นสิ่งที่ผู้รู้พึงรู้ได้เฉพาะตน รู้เผื่อคนอื่นไม่ได้) สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสสะ ยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเนยโย อัญชะลิกะระนีโย อะนุตตะรัง ปุญญะเขตตัง โลกัสสาติ (ส่วนนี้เป็นการกล่าวตามสัจจะความจริงที่ว่า สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ปฏิบัติดี ผู้ปฏิบัติตรง ผู้ปฏิบัติสมควร ผู้ปฏิบัติเพื่อรู้จักธรรมอันนำออกจากทุกข์ได้แล้ว ย่อมได้ชื่อว่าเป็นอริยบุคคล มีโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี และอรหันต์ อันนับเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างแท้จริง เป็นผู้สมควรแก่เครื่องสักการะที่เขานำมาบูชาหรือต้อนรับ เป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน เป็นผู้ที่บุคคลทั่วไปควรประนมมือไหว้ เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งไปกว่า) ย้ำว่าเสียงที่ไพเราะที่สุด เกิดขึ้นเมื่อคุณมีความสุขที่จะพูดให้เต็มเสียง โดยถ้อยคำพรั่งพรูออกมาจากหัวใจที่ชื่นบาน และบุญแบบลัดๆที่จะสร้างความมั่นใจว่าคุณสามารถพูดแบบสายน้ำไหลรินได้ ก็คือท่องบทสวดให้ขึ้นใจ แล้วเปล่งเสียงอย่างต่อเนื่องเป็นจังหวะจะโคน ไม่ช้าเกินไป ไม่เร็วเกินไป กับทั้งระวังอย่าให้มีการกระแทกเสียง นอกจากนั้นคุณต้องค้นให้พบด้วยว่าระดับเสียงควรสูงหรือต่ำเพียงใดจึงฟังแจ่ม ชัดที่สุด เลือกเวลาเช้าหรือเย็นก็ได้ สวดอิติปิโสสักสองสามจบ หรือสวดจนกว่าจะรู้จักความสุขอันเกิดจากการเปล่งเสียงสรรเสริญอย่างต่อ เนื่อง ถ้าฟังเสียงสวดของตัวเองแล้วใจเย็นลง มีความสงบและอบอุ่นผาสุก คล้ายปากกำลังยิ้มอยู่น้อยๆตลอดเวลาที่สวด นั่นแหละใช้ได้แล้ว หลังจากนั้นพอออกไปพูดคุยกับใคร ให้ใช้ใจอันเบิกบานแบบเดียวกันในการขับเสียง และเปล่งเสียงออกมาให้ชัดถ้อยชัดคำที่สุด บุญอันเกิดจากการใช้เสียงสรรเสริญพระรัตนตรัย จะช่วยให้คุณเกิดสัญชาตญาณในการพูดให้น่าฟังไปเอง คุณบางคนอาจเป็นพวกขาดความมั่นใจในการพูดคุย แค่เริ่มต้นก็หงอแล้ว ทำท่าเหมือนพะอืดพะอมที่จะต้องตั้งหลักเจรจาแล้ว ถ้าเป็นเช่นนั้นต่อให้แก้วเสียงล้ำเลิศเพียงใดก็คงเปล่าประโยชน์ เคล็ดลับการเพิ่มความมั่นใจให้อยากคุยมีอยู่ นิดเดียว คือตั้งต้นเจรจา หรือ ‘ทักทาย’ ให้มีพลัง คือทำให้คู่สนทนารู้สึกว่าคุณดีใจที่เห็นเขา และเต็มใจที่จะเปล่งเสียงขานชื่อของเขา เมื่อเริ่มต้นดี การพูดคุยที่ตามมาจะแตกต่างไปเอง เพื่อฝึกทักทายให้เป็นนะครับ ไปยืนหน้ากระจกที่เห็นได้ทั้งตัว เสมือนกำลังเผชิญหน้ากับคนอื่นอยู่ แล้วเปล่งเสียงว่า สวัสดี! (แล้วเอ่ยชื่อคุณเองตามหลัง) เมื่อได้ยินเสียงทักตัวเองแล้วก็ให้สำรวจดู หากรู้สึกแจ่มใส รู้สึกสดชื่นขึ้นกว่าเดิม หรือรู้สึกว่าชื่อของคุณมีค่าควรเรียกขานให้เต็มเสียง ก็ให้จำไปทักคนอื่นแบบเดียวกันทุกประการ แต่หากรู้สึกทะแม่งๆ หรือกระทั่งรู้สึกห่อเหี่ยว มีอาการคล้ายกล้ำกลืนก้อนฝืนอยู่ในอก อันนี้ก็ขอให้ปรับแต่งเสียใหม่ เอาให้รู้สึกว่าเงาในกระจกมันทักคุณเหมือนดีใจที่ได้เห็นคุณ และเหนี่ยวนำให้คุณพลอยดีใจที่ได้เห็นมัน คุณจะพบว่าถ้าตั้งใจจริงๆ การฝึกทักทายให้คนดีใจจะใช้เวลาแค่ ๕ หรือ ๑๐ นาทีเท่านั้น แต่สามารถจำเอาไปใช้ได้ตลอดชีวิตที่เหลือ ซึ่งเท่ากับมีกระสุนเชื่อมไมตรีไว้ยิงเข้าหัวใจคนได้ทุกครั้งที่ทักทายพวก เขา การทักทายให้คนดีใจได้สำเร็จ จะนำมาซึ่งความเชื่อมั่นในการพูดคุยได้ออกรสไปเอง และยิ่งถ้าบวกบุญอันเกิดจากการพูดคุยกับผู้ คนอย่างมีสติ มีเจตนาดี พูดแต่คำที่เป็นจริง พูดแต่คำที่เป็นประโยชน์ คุณก็จะยิ่งเห็นผลอันน่าอัศจรรย์ แม้บุญใหม่ไม่อาจตกแต่งเสียงของคุณให้เพราะพริ้งที่สุดในโลก เนื่องจากจะไปติดเพดานจำกัดที่คุณภาพของแก้วเสียงซึ่งบุญเก่าให้มา แต่อย่างน้อยบุญใหม่ก็จะขับเสียงที่ไพเราะที่สุด เท่าที่แก้วเสียงของคุณจะเปล่งออกมาได้ แล้วก็อย่าลืมอีกนิดหนึ่ง น้ำเสียงเพราะๆควรมากับกลิ่นปากหอมๆนะครับ ถ้าพูดแต่ละทีมีกลิ่นเหมือนคุณอมหนูตายไว้ในปาก ก็คงไม่มีใครอยากฟังเป็นแน่ ถ้าใช้ยาสีฟันยี่ห้อดีแล้วไม่เวิร์ก ก็ต้องปรึกษาหมอฟันเพื่อรักแท้กันต่อไป http://dungtrin.com/mag/?50.love บทที่ ๑ รักแท้คือ…บทที่ ๑ รักแท้น่ะมีจริง แต่ที่จริงกว่าคือกิเลส! รักแท้ในความรู้สึกของคนทั่วไป หมายถึงรักจริงหวังแต่ง แต่งแล้วอยู่กันยืดจนถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร ที่สำคัญคือต้องมีความสุขกับการอยู่ร่วมกัน ไม่รังเกียจกันเลยตั้งแต่ต้นจนปลาย ทั้งนี้เพราะรักแบบชายหญิงหมายถึงความรู้สึกยินดีในอีกฝ่าย ส่วนคำว่า ‘แท้’ หรือ ‘จริง’ นั้นหมายถึงยืนยงคงกระพันไม่กลับเปลี่ยนเป็นอื่น ที่กล่าวได้เต็มปากเต็มคำว่ารักแท้มีจริง ก็เพราะเมื่อกวาดตามองบรรดาผู้เฒ่าผู้แก่ตามงานศพคนชรา คุณสามารถหาตัวอย่างคู่ครองที่เข้าข่ายข้างต้นได้ไม่ยากจนเกินไป แต่ถ้าพยายามถามไถ่ว่าทำไมจึงมีรักแท้เช่นนั้นได้ ก็อาจพบว่าพวกท่านใช่จะตอบให้คุณหายสงสัยง่ายๆ ยกตัวอย่างเช่นเมื่อแอบขุดคุ้ยเอาความจริง แบบเปิดอก ฝ่ายชายอาจบอกว่าฝ่ายหญิงเหมือนเทพธิดาในฝัน อยู่ใกล้แล้วทำให้รู้สึกแสนดีอย่างประหลาด และความรู้สึกแสนดีนั้นก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพร่างกายเลย กลับจะดีขึ้นทุกวันเสียอีก ส่วนฝ่ายหญิงอาจเปิดอกในอีกห้องหนึ่ง ว่าอันที่จริงแล้วฝ่ายชายน่ารำคาญออกจะตาย เธอต้องปรับตัวเป็นสิบปีกว่าจะชินกับการอยู่ร่วมกับเขา แต่ความอบอุ่นและเสน่ห์จากฝ่ายชายก็มีพลังดึงดูดอย่างลึกลับ อย่างน้อยก็ไม่เคยทำให้เธออยากห่างเขาไป แม้จะเบื่อหน่ายระอิดระอากับความเป็นเขามิใช่น้อยก็ตาม ลองถามคู่รักวัยชราที่อยู่กันมาหลายสิบปีให้ ได้หลายๆคู่ แล้วคุณจะสับสนว่าเหตุผลของการอยู่กันได้ตลอดรอดฝั่งคืออะไรกันแน่ คำตอบอาจเป็นอะไรที่แม้แต่คู่แท้ก็นึกไม่ถึง หรือตอบถูกเพียงบางส่วน เพื่อจับจุดให้ถูกว่ารักแท้เกิดจากอะไร ก็อย่าเริ่มมองสิ่งที่ไม่มีให้เห็น แต่ให้นับหนึ่งกันจากสิ่งที่จับต้องได้เสียก่อน ดังเช่นร่างกายอันเป็นพื้นยืนของการมีชีวิตมนุษย์ เริ่มต้นที่สุดเลยกายเปล่าๆไม่รู้จักความรัก ร่างกายรู้จักแต่ราคะ หมายความว่าถ้าเอาร่างกายชายหญิงมาอยู่ใกล้ กัน ความดึงดูดทางเพศจะเกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องมีใครบงการ เพราะกายเป็นวัตถุทางเพศโดยตัวเอง มีพลังขับดันทางเพศในตนเอง ทำให้คุณเกิดสัญชาตญาณทางเพศเองโดยไม่ต้องเรียนรู้จากไหน ราวกับร่างกายเป็นวัตถุส่งพลังดึงดูดถึงกันได้ และพลังที่ว่านี้เองก็รบกวนจิตให้เกิดราคะกระสันอยาก กระทั่งต้องยอมโอนอ่อนผ่อนตามไปทำเรื่องบนเตียงในที่สุด หากเป็นเหล่าสัตว์เดรัจฉานก็คงไม่ต้องมีพิธีรีตองกันมาก ถึงฤดูอยากเมื่อไรก็สมสู่กันให้เสร็จๆ ไม่ต้องเจรจากันมากความ ทว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่รู้สึกได้ว่าเซ็กซ์เป็นเรื่องต่ำ เป็นเรื่องของสัญชาตญาณดิบ ไม่ใช่สำนึกรู้สึกอันประณีต มนุษย์จึงต้องสกัดกั้นตนเองมิให้ตกต่ำด้วยการมีเซ็กซ์ไม่เลือกหน้าแบบสัตว์ โดยธรรมชาติมนุษย์เป็นผู้มีใจสูง มนุษย์จึงต้องการแสดงให้เพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์เห็นว่าตนมีจิตสำนึกมากพอจะควบ คุมสัญชาตญาณดิบ ยิ่งใครแสดงว่าควบคุมได้มากเพียงใด ใครๆก็จะยกย่องว่ามีจิตใจสูงส่งขึ้นเพียงนั้น แต่ถ้าไม่มีเอาเสียเลย ก็ถูกเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์หาว่า ‘ผิดปกติ’ เข้าให้อีกเหมือนกัน ทางออกที่เหมาะสมคือ ‘มนุษย์ปกติ’ จะต้องมีความสามารถแปลงสัญชาตญาณดิบให้กลายเป็นจิตสำนึกที่สุกงอมแล้ว คือมีเพศสัมพันธ์เฉพาะกับคู่ครองในที่ลับ ไม่มีใครรู้เห็นหรือได้สิทธิ์ร่วมสนุกด้วย ธรรมเนียมของการมีคู่ครองในหมู่มนุษย์นั้น เป็นเรื่องของภาพลักษณ์อันสง่าผ่าเผย ก่อให้เกิดความรู้สึกอันประณีตและมีศักดิ์ศรี นับแต่การสู่ขอหญิงสาวจากเจ้าของเดิมคือพ่อแม่ ไปจนกระทั่งจัดทำพิธีหมั้นเพื่อเป็นสัญญาระหว่างครอบครัว แล้วลงเอยด้วยพิธีแต่งงานประกาศให้โลกรู้ว่าจะมีการส่งตัวเข้าเรือนหอในที่ สุด หาได้ฉุดกันมาหรือพากันหนีแต่อย่างใด พูดให้สั้นที่สุด โดยศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ เซ็กซ์ต้องถูกเก็บไว้ท้ายสุด ศักดิ์ศรีต้องนำมาข้างหน้าสุด แต่ที่สุดของที่สุดคือเริ่มต้นด้วยเซ็กซ์ และลงท้ายด้วยเซ็กซ์อยู่นั่นเอง บางคนอาจเถียงว่าไม่จริงเลย ตนเองไม่ใช่คนชอบเซ็กซ์ การแสวงหาคู่ครองของตนเป็นไปเพื่อให้ได้เพื่อนแก้เหงาเท่านั้น แต่ถ้าถามกลับว่า ‘แล้วความเหงามันมาจากไหน? ทำไมต้องเอาเพศตรงข้ามมาเคียงกัน?’ อันนี้คงทำเอาคนเถียงอ้ำอึ้งและอ้อมแอ้มตอบทำนอง ‘ก็เพื่อให้เป็นไปตามธรรมชาติ’ ธรรมชาติคืออย่างไร? ธรรมชาติคือทุกคนต้องมีเพศประจำตน ไม่หญิงก็ชาย ความเป็นเพศหนึ่งๆนั่นแหละ คือที่มาของความรู้สึกขาด ต้องการคู่ประกบ ต้องการส่วนเติมเต็มที่หายไปของเพศตน หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีเพศ ก็ขอให้ทราบว่านับจากตรงนั้นแหละ ที่ตัวคุณถูกออกแบบให้เหงา และความเหงาจะเป็นตัวการบีบให้คุณคิดถึงการแสวงหาคู่ ส่วนจะเจอคู่แบบไหน เพศเดียวกันหรือตรงข้าม อันนี้ก็ต้องว่ากันไปตามชะตากรรม สรุปคือก่อนมีความรักทุกคนมีราคะ ราคะเป็นของติดตัว ไม่ใช่สิ่งที่ต้องสร้างขึ้นภายหลัง รักแท้อาจมีจริงหรือไม่มีอยู่เลยยังต้องพิสูจน์หรือถกเถียงกัน แต่กิเลสราคะนี่ไม่ต้องพิสูจน์หรือถกเถียงที่ไหนให้เสียเวลา ทุกคนมีราคะหมด และสัญลักษณ์ของราคะก็คือการมีเพศนั่นเอง พอตายแล้วเกิดใหม่คุณอาจหลงลืมรักแท้ไปเสียสนิท แต่คุณจะไม่มีทางลืมราคะ ตราบเท่าที่ต้องอาศัยเพศชายหรือเพศหญิงเป็นเครื่องปรากฏในภพชาตินั้นๆ และเมื่อความรักมีรากมาจากราคะ ความรักก็พังได้เพราะราคะเช่นกัน คู่รักจะเลิกกันก็ด้วยเหตุใหญ่สองประการ หนึ่งคือหมดความยินดีในคู่ของตน สองคือเกิดความยินดีในคนอื่นยิ่งกว่าคู่ของตน รักแท้แม้ไม่จริงเท่ากิเลส แต่ก็สูงส่งเหนือกิเลสได้ ขอเพียงคุณเข้าใจและรู้วิธีสร้างความรักที่เป็นอิสระจากราคะ และเมื่อเป็นอิสระจากราคะก็ย่อมไม่พังเพราะราคะ กล่าวคือต่อให้คู่ของคุณหมดสมรรถภาพทางเพศ คุณก็จะยังคงรักเขาหรือเธอไม่เปลี่ยนแปลง หรือต่อให้ใครที่เลิศเลอกว่าคู่ของคุณผ่านเข้ามารบกวนจิตใจให้ไขว้เขว ในที่สุดคุณก็จะเห็นคู่ของคุณมีค่าเหนือกว่าอยู่ดี จะมีสัมพันธ์ทางเพศก็เฉพาะกับคู่ของคุณเพียงคนเดียว โจทย์คือทำอย่างไรจะสร้างรักอันทรงพลังและมีอายุยืนให้เกิดขึ้น คำตอบคือเนื้อหาที่เหลือของหนังสือเล่มนี้ครับ ท้ายบท หวังว่าบทนี้คงช่วยให้คุณตื่นจากฝันส่วนตัว ที่เอาแต่นึกว่ารักแท้ไม่มี หรือมีก็เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงส่งเกินเอื้อม เพราะแท้จริงความรักก็คือกิเลสดีๆนี่เอง เมื่อคุณมีความเข้าใจที่ถูกต้อง ก็ถึงเวลาพร้อมจะยอมเล่นตามเกมของความรัก โจทย์สำคัญข้อต่อไปคือรู้ให้ชัดว่าความรักเรียกร้องสิ่งใดเป็นอันดับแรก ที่มา: http://dungtrin.com/mag/?50.love April 17 ได้แค่มองพอดีเห็น custom น้องพม่า ในกบว่า "...ยังอยู่ตรงนี้ถึงแม้จะเหงาและเดียวดาย" เลยเกิดอารมณ์สุนทรีย์ แต่งกลอนได้ ดังนี้ อยู่ตรงนี้ แม้จะเหงา และเดียวดาย แต่มิวาย เหมื่อมองเธอ ชะเง้อหา เธอตรงไหน ฉันจะคอย สบสายตา สุขอุรา แม้นเพียงว่า ได้แค่มอง by AGEMO 0:20 17/04/2552 March 23 เรื่องของ "กรรม"เรื่องของ "กรรม"กรรมและการลดกรรม 45 อย่าง 1. ไม่มีลูก กรรมจาก การทำร้ายลูกของสัตว์อื่น พรากสัตว์อื่นจากพ่อแม่หรือเคยข่มเหงลูกคนอื่น ลด
กรรม ด้วยการงดกินเนื้อสัตว์ทุกๆ 7 วัน ในทุกๆ เดือนทำบุญปล่อยปลาลงน้ำ
ปล่อยนกปล่อยกา ทำบุญบริจาคทานที่มูลนิธิสัตว์หรือมูลนิธิเด็กอ่อน 2. เจ็บป่วยบ่อย หรือเป็นโรคร้าย กรรมจาก เคยทำทารุณกรรมต่อสัตว์ ลด
กรรม ด้วยการทำบุญทำทานกับสัตว์อนาถาม ให้อาหารให้ความเมตตา
ซื้อยาหรือบริจาคเงินที่ โรงพยาบาลสงฆ์ ทำบุญปล่อยเต่า
งดกินเนื้อสัตว์ตลอดชีวิต 3. ตาบอดหรือเป็นโรคตา กรรมจาก เคยทำร้ายสัตว์ที่ดวงตา หรือไม่เคยทำบุญเติมน้ำมันตะเกียงในชาติก่อน หรือเคยทำลายไฟฟ้าของวัด ของที่สารธารณะ ลด
กรรม ซื้อโคมไฟ หลอดไฟถวายวัด ถวายเทียนห่อใหญ่ ถวายไฟฉาย
เติมน้ำมันตะเกียงทุกวันพระ บริจาคเงินในกล่อง ซื้อน้ำมันเติมตะเกียงที่วัด 4. ถูกรถเฉี่ยวชน ถูกลูกหลง ถูกสัตว์กัดต่อย กรรมจาก จากเคยเป็นคนพาลเกะกะเกเร หาเรื่องเดือดร้อนให้ผู้อื่น มักรังแกและสาปแช่งผู้อื่นอยู่เสมอ ลดกรรม หมั่นพูดดี มีวาจาไพเราะ 5. สูญเสียคนใกล้ชิด กรรมจาก เคยยิงนกตกปลา ลดกรรม ทำบุญไถ่ชีวิตโค กระบือ งดกินเนื้อสัตว์อย่างน้อยสัก 1 อย่างชั่วชีวิต หรือกินเจทุกๆ 3 เดือน! ทำบุญปล่อยนกปล่อยปลา 6.ถูกนินทา ถูกให้ร้าย กรรมจาก เคยพูดจาให้เป็นเหตุให้คนอื่นเป็นทุกข์หรือเดือดร้อน ลดกรรม พิมพ์หนังสือธรรมะแจกฟรี พูดดี พูดให้คนอื่นเกิดประโยชน์ พูดให้ผู้อื่นมีความสุข 7. มักเดือดร้อนเพราะไฟ ไฟไหม้บ้าน ไฟดูด กรรมจาก เคยลบหลู่พระสงฆ์ และศาสนา ลด
กรรม ตักบาตรทุกวันพระ ทำบุญถวายสังฆทานทุกเดือน ฟังเทศน์ฟังธรรมทุกวันพระ
หรือทุก ๆ เดือน ในวันพระ ร่วมพิมพ์หนังสือธรรมะแจกจ่ายฟรี 8. ขาดบารมี ไร้ญาติขาดมิตร กรรมจาก ไม่เคยไปร่วมงานบุญงานศพ ลดกรรม ร่วมทำบุญงานศพ บริจาคเงิน หรือร่วมด้วยแรงกายช่วยงานอื่นๆ ในงานศพ เช่น ทำอาหาร จัดดอกไม้ 9. ตั้งหลักปักฐานไม่ได้ โยกย้ายบ่อย กรรมจาก ไม่เคยร่วมทำบุญสร้างโบสถ์สร้างวิหาร แก่วัดวาอ! ารามต่างๆ ลดกรรม ร่วมทำบุญสร้างโบสถ์ สร้างหลังคาวิหาร ร่วมทำบุญฝังลูกนิมิต หมั่นไปไหว้ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ณ เมืองที่ตนอยู่อาศัย 10. มักถูกรังแก ถูกเบียดเบียน กรรมจาก ไม่เคยบวช หรือทำบุญงานบวช ลด
กรรม บวช ด้วยจิตศรัทธาปวารถาอย่างบริสุทธิ์ไม่มีเจตนาอื่นแอบแฝงจะบวช 7
วัน หรือ 15 วัน 1 เดือน 1 พรรษา แล้วแต่จิตศรัทธา
ถ้าเป็นสตรีจะบวชชีพราหมณ์ หรือถือศีล 8 ตามเวลาที่สะดวกและตั้งจิตศรัทธา
หรือร่วมทำบุญ งานบวชอย่างสม่ำเสมอเท่าที่จะทำได้ 11.ไม่มีคนชื่นชมเอ็นดู ชาดเสน่ห์ กรรมจาก ไม่เคยถวายของหอม ลด
กรรม หมั่นทำบุญไหว้พระทุกวันพระ ถวายธูปหอม เทียน ดอกไม้สด พวงมาลัย
ทองคำเปลว ประน้ำอบน้ำปรุง! ประพฤติดี ปฏิบัติชอบต่อ ผู้อื่น คิดดี ทำดี
พูดดี ให้ผู้อื่นได้ดี มิให้ร้ายผู้ใด 12. เป็นที่รังเกียจ มีกลิ่นปาก กลิ่นตัว กรรมจาก ทำติเตียนดูแคลน ผู้ที่ชอบทำบุญทำทาน ลด
กรรม หมั่นทำบุญทำทานอย่างสม่ำเสมอ ฟังเทศน์มหาชาติทุกๆ ปี
ชักชวนผู้อื่นให้ร่วมทำบุญหรือบริจาคทานเป็นการบอกบุญผู้อื่น
พิมพ์หนังสือธรรมะจ่ายแจกฟรี 13. ไปไหนมาไหนลำบาก มีแต่อุปสรรค กรรมจาก เคยทำลายหนทางสัญจรของวัด หรือของชาวบ้าน หรือทำให้ทางสัญจรสาธารณะได้รับความไม่สะดวก ลด
กรรม บริจาคทรัพย์หรือแรงกายช่วงสร้างสะพาน สร้างทางอันเป็นประโยชน์แก่วัด
หรือชุมชนเล็กๆ ช่วยผู้คนยากไร้ให้ได้มี ยวดยานพาหนะหรือทางสัญจรที่สะดวก 14. เป็นคนรับใช้เขาร่ำไป กรรมจาก เคยเนรคุณผู้ที่เคยมีพระคุณแก่ตน ลดกรรม ตอบแทนผู้มีคุณด้วยความกตัญญญู ร่วมทำบุญสร้างพระพุทธรูป พระประธาน ทำทานทั้งกับคนและสัตว์! 15. ขัดสน อดมื้อกินมื้อ กรรมจาก เคยละเว้นการใส่บาตร ละเว้นการให้ทาน เมื่อมีคนยากไร้มาขอทานอาหารและน้ำ ลดกรรม แบ่งปันอาหาร น้ำ เสื้อผ้า แก่คนยากไร้อนาถา แม้ไม่มีเงินก็แบ่งปันสิ่งของตามที่มี ตักบาตรทุกเช้า หรือทุกวันพระ 16. อาภัพคู่ ร้างคู่ กรรมจาก เคยผิดลูกผิดเมียเขา ลด
กรรม บวชพระ หรือบวชชีพราหมณ์
ร่วมทำบุญเป็นเจ้าภาพงานแต่งงานคู่บ่าวสาวที่ยากจน ถวายของเป็นคู่ เช่น
แจกันคู่ เชิงเทียนคู่ หมอนคู่ เป็นต้น 17. ได้คู่ที่เลวร้าย ทำร้ายตนหรือทำให้เป็นทุกข์ กรรมจาก เคยข่มขืนเขาในชาติก่อน เคยทุบตีทำร้ายคู่ ลดกรรม บวชพระ หรือบวชชีพราหมณ์ ทำบุญปล่อยนกปล่อยปลา 18. อยู่โดดเดี่ยวยามบั้นปลาย กรรมจาก เคยจับสัตว์ขัง ลดกรรม ทำบุญปล่อยปลาลงน้ำ ปล่อยนกปล่อยกา ทำบุญทำทานแก่เด็กอนาถาและสัตว์อนาถา 19. รูปร่างหน้าไม่งดงาม กรรมจาก ไม่เคยถวายดอกไม้ของหอม ลดกรรม ถวายพวงมาลัยดอกไม้สด ดอกไม้หอม ทำบุญบริจาคดวงตา บริจาคร่างกายให้โรงพยาบาล 20. มักถูกโกง ถูกเบี้ยวเงิน กรรมจาก เคยคดโกงผู้อื่น ลดกรรม สละทรัพย์บริจาคร่วมการกุศลต่างๆ ทำบุญตักบาตร ถวายสังฆทาน อุทิศส่วนกุศลแก่ เจ้ากรรมนายเวรทุกๆเดือน 21. พิการ ร่างกายไม่สมประกอบ กรรมจาก เคยทุบตีพ่อแม่ ด่าพ่อแม่ หรือทำร้ายพ่อแม่ ลดกรรม หมั่นทำบุญไหว้พระ ปล่อยนกปล่อยปลา ถือศีล 5 ศีล 8 เจริญภาวนา นั่งวิปัสสนากรรมฐาน 22. มีคดีความ กรรมจาก เคยพบคนทุกข์ร้อนแล้วไม่ช่วยหรือพยายามหาทางช่วยเหลือ ลดกรรม หมั่นทำบุญปล่อยนกปล่อยปลา นั่งสมาธิ เจริญวิปัสสนากรรมฐาน ถือศีล 8 ทุกๆ 3 เดือนๆ ละ 7 วัน 23. ไร้ที่อยู่เ! ป็นหลักแหล่ง กรรมจาก ไม่สงเคราะห์คนอนาถา ที่มาขออาหาร ขอชายคาหลบฝน ไม่มีน้ำใจช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยาก ลดกรรม ร่วมทำบุญซื้อกระเบี้องหลังคาโบสถ์ หมั่นไปกราบไหว้บูชาศาลหลักเมือง ทำบุญทำทานแก่สัตว์ พิการหรือสัตว์จรจัด 24. จิตใจขุ่นมัว ดุดัน ขี้โมโห กรรมจาก มักตะหนี่ในการทำบุญ ลด
กรรม สวดมนต์ไหว้พระ ทุกวันพระ ฝึกวิปัสสนากรรมฐาน ถือศีล 5 หรือศีล 8
ทุกๆ 3 เดือน บริจาคทาน แบ่งปันเงินทองหรือสิ่งของแก่ผู้ตกทุกข์ได้ยาก
หรือร่วมทำบุญบริจาคทานกับมูลนิธิสถานสงเคราะห์ และวัดวาอารามต่าง ๆ 25. ไม่มีชื่อเสียง กรรมจาก เคยติฉินนินทาทำให้ผู้อื่นเสียหาย ลดกรรม ร่วมทำบุญสร้างหอระฆัง ร่วมทำบุญหล่อเทียนพรรษา ทำทานกับคนยากไร้ และสัตว์อนาถา 26. ไม่มีวาสนาบารมี กรรมจาก ไม่เคยนับถือชื่นชมผู้นับถือธรรมมะ ลดกรรม ทำบุญสร้างพระพุทธรูป ทำทานกับคน 27. มีลูกหลานไม่ดี เกเร ไม่เชื่อฟัง กรรมจาก ทำแท้ง เคยทำร้ายคนใกล้ชิดมาก่อน และทำร้ายจิตใจครอบครัวในชาติก่อน ลดกรรม บวชเณร โดยให้ลูกบวชหรือไปร่วมบวช จะทำให้กรรมน้อยลง ปฏิบัติธรรม อุทิศให้ลูกตนเอง 28. เจอแต่คนเอาเปรียบ กรรมจาก เคยเบียดเบียนเงินพ่อแม่ไว้ในอดีตชาติ เคยโกงคนไว้ในอดีตชาติ ขโมยเงินครอบครัวมาใช้ ลด
กรรม หมั่นยึดถือศีล 5 ให้มั่น ไม่ดื่มเหล้า ทำให้ขาดสติ โดนโกงง่าย
หมั่นสวดมนต์ อธิษฐานบารมี ด้านขอพรให้พบเจอคนดีๆ เข้ามาในชีวิต 29. เกิดในสกุลต้อยต่ำ กรรมจาก โอหัง อวดดี จิตใจคับแคบ ลดกรรม ร่วมทำบุญสร้างวัด สร้างพระประธาน ทำบุญทำทานกับคนยากไร้ และสัตว์อนาถา พิมพ์หนังสือ ธรรมะแจกฟรี 30. ไร้สง่าราศี ขาดวาสนา กรรมจาก เคยเมาสุระอาละวาด ระรานผู้อื่น ลดกรรม นั่งสมาธิ ฝึกกรรมฐาน ทำทานกับคนอนาถา และสัตว์อนาถา ร่วมพิมพ์หนังสือธรรมะแจกฟรี 31. ไม่เจริญก้าวหน้า จิตใจเป็นทุกข์ กรรมจาก เคยชักจูงคนทำชั่ว ลดกรรม ถือศีล 8 เป็นเวลา 7 วัน ทุกๆ 3 เดือน หมั่นทำบุญตักบาตร ถวายสังฆทาน 32. จิตใจฟุ้งซ่าน เป็นทุกข์ กรรมจาก เคยริษยาผู้อื่น ลดกรรม ทำบุญตักบาตร ถวายสังฆทาน ปล่อยปลาลงน้ำ นั่งสมาธิ สวดมนต์บทคาถาพระชินบัญชร 33. ชีวิตตกต่ำ ทำสิ่งใดไม่เจริญ กรรมจาก เคยทำแท้ง ลดกรรม ปล่อยปลาลงน้ำทุกๆ เดือน จนครบ 9 เดือน หรือ 1 ปีเต็ม ถวายสังฆทาน ทำบุญใส่บาตรเสมอ 34. เป็นเมียน้อย เมียเก็บ กรรมจาก เคยผิดลูกผิดเมียเขามาก่อน ขืนใจเขาโดยไม่ยินยอม เคยอธิษฐานจิตร่วมกันมาว่ากี่ภพก็ขอให้ได้ใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน ลด
กรรม ถวายธงคู่ ธูปคู่ เชิงเทียนคู่ หมอนคู่ อย่างใดก็ได้
อธิษฐานจิตขอให้ชีวิตคู่ที่ดีขึ้น บวชชีพราหมณ์ ปีละ 1 ครั้ง 3 วัน
อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรที่เคยล่วงเกินให้ได้รับกุศลและเปิดทางให้ชีวิตคู่ดี
ขึ้น ร่วมเป็น เจ้าภาพงานแต่ง เพื่อชีวิตตนจะดีขึ้นและสมหวัง
สวดมนต์ขอพรทุกวันเกิดด้านความรักให้สมหวังต่อไป ทำบุญสังฆทานสด
ในวันเกิดตนเอง เดือนละครั้ง
เพื่ออุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรในอดีตชาติปัจจุบันชาติและ
วิญญาณที่ตามมาให้ได้รับกุศลและอโหสิกรรม 35. เป็นทุกข์เพราะคนในครอบครัว กรรม
จาก เคยลำเอียง ไร้คุณธรรมในด้านครอบครัวไว้ก่อน
เคยเอารัดเอาเปรียบคนในครอบครัวและคนใกล้ชิด ไว้ในชาติอดีตและชาติปัจจุบัน
เคยทำให้ครอบครัวเขาแตกแยกในอดีตชาติ ลดกรรม ต้องบวชชีพราหมณ์
เพราะเมื่อเกิดอีกภพชีวิตจะได้ดีมีชีวิตที่ดีขึ้น เพราะกุศลของการบวช
ปฏิบัติธรรมทำให้เจ้ากรรมนายเวรอโหสิกรรม
และตนเองได้พบสิ่งที่มีกุศลมากขึ้น ยึดพรหมวิหาร 4 มี เมตตา กรุณา มุทิตา
อุเบกขา จะทำให้ชีวิตมีความเมตตา และไม่ลำเอียงเอารัดเอาเปรียบคนใกล้ชิด
ทำให้วิถีชีวิตมีคนนับถือและพ้นจากความทุกข์ในเรื่องญาติพี่น้องยุ่งเกี่ยว
ได้ นำพระคู่บ้านคู่เมืองเข้าสักการะที่บ้าน แ
ละสวดมนต์ขอพรให้ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข 36. เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต กรรมจาก ฆ่าสัตว์ ทรมานสัตว์ ทำร้ายคนไว้ในอดีตชาติและปัจจุบันชาติ ลด
กรรม ตักบาตรอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรในอดีตชาติปัจจุบันชาติ
รวมถึงสรรพสัตว์ทั้งหลายให้ได้กุศล และอโหสิกรรมซึ่งกันและกัน
ปล่อยสัตว์ลงน้ำในวันเกิดตนเอง
กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรได้รับและ อโหสิกรรม ถวายยาเข้าวัด
หรือช่วยเหลือคนป่วย 37. เป็นมะเร็ง กรรมจาก รู้เห็นเป็นใจกับการทำแท้ง การทารุณสัตว์ หรือการทำร้ายเบียดเบียนผู้อื่น ลด
กรรม ทำบุญใหญ่อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร และบวชชีพราหมณ์ 1 เดือน
เพื่อส่งกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร อโหสิกรรม ทำบุญสร้างพระพุทธรูป
สร้างโบสถ์หรือสร้างศาลาวัด ร่วมพิมพ์หนังสือธรรมะแจกฟรี หมั่นนั่งสมาธิ
ฝึกกรรมฐาน 38. ค้าขายขาดทุน ทำงานไม่ก้าวหน้า กรรมจาก เคยลบหลู่เจ้าที่เจ้าทาง ลดกรรม หมั่นทำบุญใส่บาตร ถวายสังฆทาน ถวายเครื่องเซ่นสังเวย เจ้าที่-เจ้าทาง หมั่นสวดมนต์บท คาถาพระชินบัญชร 39. ด้อยปัญญา กรรมจาก ฝั่กใฝ่อบายมุขในชาติก่อน หรือชักชวนคนไปทำชั่ว ดูแคลนหลักธรรมมะ ลดกรรม พิมพ์หนังสือธรรมะจ่ายแจก ทำบุญทำทานกับโรงเรียนของเด็กพิการหรือตามูลนิธิต่างๆ 40. ตกงาน กรรมจาก เคยกลั่นแกล้งผู้อื่นในเรื่องงาน หรือแย่งงานผู้อื่น ลดกรรม หมั่นทำบุญทำทาน ร่วมงานบุญต่างๆ ปล่อยนกปล่อยปลา 41. ไม่มีโชคลาภ กรรมจาก ไม่เคยสวดมนต์ไหว้พระ ลดกรรม หมั่นทำบุญสวดมนต์ไหว้พระ ถวายธูป เทียน ดอกไม้สด พวงมาลัย และทองคำเปลว 42. เรียนไม่จบ การเรียนมีอุปสรรค กรรมจาก ชาติก่อนปฏิเสธการฟังเทศน์ฟังธรรม ลดกรรม หมั่นเข้าวัด ร่วมงานบุญต่างๆ ฟังเทศน์ อ่านหนังสือธรรมะ 43. มีอาชีพต้อยต่ำที่ผู้คนดูแคลน กรรมจาก ชาติก่อนเคยบวชด้วยเจตนาไม่บริสุทธิ์ ไร้ความศรัทธา อาศัยผ้าเหลืองหากิน ลดกรรม ถือศีล 5 ศีล 8 นั่งสมาธิ ฝึกกรรมฐาน ถวายสังฆทานทุกเดือน หรือทุก 3 เดือน 44. ครอบครัวยากจน กรรมจาก ชาติก่อนไม่เคยบริจาคทาน ลด
กรรม หมั่นทำบุญด้วยการบริจาคทาน ถ้ามีเงินไม่มากก็บริจาคเป็นสิ่งของ
แรงกาย หรือน้ำใจ ต่อผู้ตกทุกข์ได้ยาก เช่น
ไปช่วยอ่านหนังสือให้มูลนิธิคนตาบอด 45. เป็นทุกข์เพราะความรัก กรรมจาก ชาติก่อนเจ้าชู้ หลอกผู้อื่นให้อกหัก ลดกรรม ประพฤติดีปฏิบัติดีทั้งความคิด กาย วาจา ใจ ร่วมทำบุญงานแต่งงาน ทำสิ่งดีๆ ให้คนอื่นได้สมรักสมปรารถนา คำถามที่ไอสไตน์เคยถามนักเรียนในห้องคำถามที่ไอสไตน์เคยถามนักเรียนในห้อง
ในห้องเรียนวันหนึ่ง ไอสไตน์ถามนักเรียนว่า March 16 จรรยาบรรพ่อค้า… พบกลุ่มคนกำลังมุงอะไรบางอย่างครื้นเครงคึกคัก จนอดไม่ได้ที่จะแวะเมียงมองเสียงอึงอลที่สุดในตลาดนั้น แหวกฝูงชนเข้าไปก็เห็นชายคนหนึ่งหน้าตาเอาเรื่องกำลังออกท่าออกทางเอะอะโวยวายกับพ่อค้าแผงแตงโม “เจ้าเขียนป้ายบอกอยู่นี่ไงว่า ไม่หวานยินดีคืนเงิน แตงโมของเจ้าจืดสนิท คืนเงินให้ข้าฯ เดี๋ยวนี้” ชายผู้นั้นเตรียมถลกแขนเสื้อ ทำท่านักเลงโต จะลงไม้ลงมือพังแผงแตงโม จนพ่อค้ารีบขอร้อง “ท่านผู้กล้า วันนี้ข้าฯ เพิ่งขายได้ไม่กี่มากน้อย อย่าเอาเรื่องข้าฯ เลย” “หนอย มาสอพลอเรียกผู้กล้าเรอะ นี่ถ้าไม่ยอมคืนเงินมาให้ข้าฯ เสียดีๆ ข้าฯ จะพังแผงเจ้า แล้วกระทืบแตงโมให้ป่นปี้ทั้งหมด” ชาวบ้านที่มุงอยู่โดยรอบต่างส่งเสียงสนับสนุนกันอย่างครึกครื้น หลอกว้านจงเองก็ชอบใจต่อความตรงไปตรงมานั้น แต่เสียงทุ้มกังวานของหวังอิสงก็รอ้งห้ามปรามไว้เสียก่อน “พ่อค้าผู้นั้นเป็นเพียงคนหาเช้ากินค่ำ ลำบากลำบนเหลือทนแล้ว พวกท่านยังจะไปทำลายข้าวของของเขาอีกหรือ เอาอย่างนี้เถิด ขอให้ข้าฯ ชดใช้แทนเขาดีกว่า” “ฮึ ใช่ว่าข้าฯ อยากจะได้เงินคืน แต่เจ้านี่เขียนป้ายติดไว้ว่า แตงโมไม่หวาน ยินดีคืนเงิน แล้วแตงโมนอกฤดูเช่นนี้มีหวานที่ไหน แม้เป็นพ่อค้าก็ต้องรักษาความสัตย์ อย่าถือเพียงว่าเป็นการค้าขายเล็กๆ น้อยๆ แล้วหลอกลวงคนอื่น” ตอนนี้เริ่มมีเสียงบอกให้พ่อค้าคืนเงิน ใช่ คืนเงิน! คืนเงิน! คืนเงิน! ประสานกับเสียง พังเลย! พังเลย! พังเลย! เจอเนื้อติดกระดูกเช่นนี้ในที่สุดพ่อค้าแตงโมก็ต้องทำตาม ทว่า พอชายคนนั้นได้เงินมาแล้ว กลับส่งคืนให้พ่อค้าเหมือนเดิม ซึ่งก็รับไปอย่างหน้าระรื่น ชายผู้นั้นกำชับเพียงว่า “เป็นคนค้าขาย ต้องมีสัจจะ ไม่อย่างนั้นต่อไปใครจะเชื่อถือ” November 12 ผิด ไม่ผิดวันนี้ทะเลาะกะเบลล์นิดหน่อย พอได้อารมณ์แต่งกลอนดังนี้ หากผิด จงรับ อย่าสู้ ไม่ผิด ไป่รู้ สู้ได้ วันนึง ความจริง เผยไป โลกไซร้ สรรเสริญ เยินยอ ใครไม่รู้ ความจริง ที่เป็น คงอยากเค้น ความใน สงสัย เขาอยากรู้ จงตอบ เขาไป ด้วยสัตย์ไซร้ ใจความ ตามจริง หากผิดจริง ให้รับ มั่นเหมาะ อย่าให้คน มาเยาะ เอาได้ ว่าเรานั้น มันแสน จัญไร ทำผิดไซร้ ไม่รับ กลับคำ แม้นมิผิด ดั่งคำ เขากล่าว แต่ให้เรา จดจำ คำไว้ เพื่อให้เป็น คติ สอนใจ ว่าอย่าได้ ทำซ้ำ ช้ำใจ by AGEMO for everyone 12/11/08 081102-081106 AGEMO in JAPAN ยังมะมีอารมณ์เล่า ค่อยมาอ่านวันหลัง October 31 Halloweenจะบอกให้บางคนที่ไม่รู้นะว่า Halloween มาจากอะไร Halloween มาจาก All Hallows' Even จ้า งิงิงิ ว่าแล้วก็ต้องขอแต่งกลอนให้ซักหน่อย บทนึงคงพอเนอะ
Halloween คนทั่วไป เขาปล่อยผี ส่วนเรานี้ ควรเอาดี ออกมาปล่อย มิใช่ว่า วันวัน นั่งล่องลอย เหมือนผีน้อย เฝ้ารอคอย แต่ส่วนบุญ By AGEMO
31/10/2008
คบคนจะคบคน ชาติใด ก็ไม่แปลก จะคนไทย คนแขก ก็ไม่สนไม่สำคัญ ว่าเขานั้น รวยหรือจน แค่เป็นคน รู้ใจกัน เท่านั้นพอBy AGEMO
31/10/2008 October 30 ที่พักกายวันนี้ เห็นข้อความของน้องมีน(ธิดา)ว่า "แค่ที่พักกาย ไม่ใช่ที่พักใจ" เลยนึกกลอนนี้ได้
เป็นได้แค่ ที่พักกาย ใช่พักจิต เป็นได้เพียง แค่มิตร ที่ชิดใกล้ เป็นได้แค่ คนที่คอย เฝ้าห่วงใย ฉันเป็นได้ เพียงแค่นี้ ที่เธอมอง
อยากจะเป็น มากกว่า เพื่อนสนิท อยากจะคิด ว่าเธอ คือแฟนฉัน อยากจะนั่ง ดูหนัง ข้างข้างกัน อยากจะให้ เธอนั้น หมั่นห่วงใย
มันเป็นได้ เพียงแค่ หนึ่งความฝัน ด้วยเธอนั้น ยังมีเขา เฝ้าห่วงหา ฉันก็ได้ เฝ้าแต่มอง ด้วยสองตา เพราะไม่กล้า จะบอก ให้ชอกช้ำ
กลัวจะทำ เราสอง ต้องห่างเหิน กลัวจะมอง ด้วยสายตา อันหมางเมิน กลัวเหลือเกิน กลัวจะทำ เราช้ำใจ กลัวจะได้ น้ำตา มาเปียกหมอน
|
|
|||
|
|